posttoday
ตั้ง กอช.แก้ปัญหาผู้ประกันตนมาตรา 40

ตั้ง กอช.แก้ปัญหาผู้ประกันตนมาตรา 40

15 มกราคม 2558

เปิดต้นปีศักราชใหม่ 2558 เกิดปรากฏการณ์กับผู้สมัครประกันตนมาตรา 40 กรณีพิเศษ (ผู้สูงอายุเกิน 60 ปี) แห่ลาออก สวนกระแสแตกต่างจากช่วงปลายปีที่เกิดกระแสผู้สูงอายุแห่สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 มากกว่า 3 แสนคน จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องสั่งให้สำนักงานประกันสังคมขยายระยะเวลาการรับสมัครออกไปอีก 10 วัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกาว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่

เปิดต้นปีศักราชใหม่ 2558 เกิดปรากฏการณ์กับผู้สมัครประกันตนมาตรา 40 กรณีพิเศษ (ผู้สูงอายุเกิน 60 ปี) แห่ลาออก สวนกระแสแตกต่างจากช่วงปลายปีที่เกิดกระแสผู้สูงอายุแห่สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 มากกว่า 3 แสนคน จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องสั่งให้สำนักงานประกันสังคมขยายระยะเวลาการรับสมัครออกไปอีก 10 วัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกาว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่

การให้ข้อมูลประชาสัมพันธ์สิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ไม่มีการโฆษณาและให้ข้อมูลอะไรมากไปกว่าการสมัครเป็นผู้ประกันตนได้ 3 ทางเลือก และผู้สูงอายุจ่ายเงินเข้ากองทุน 100 บาท รัฐจะสมทบให้อีก 100 บาท และสามารถที่จะจ่ายย้อนหลังได้ไม่เกินเดือน พ.ค. 2555 (32 เดือน) เท่ากับว่าผู้สูงอายุจ่ายเงิน 3,200 บาท รัฐบาลจ่ายสมทบให้ 3,200 บาท

ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นชักจูงให้แรงงานนอกระบบและผู้สูงอายุมาสมัครผู้ประกันตนมาตรา 40 ให้ทะลุตามเป้าหมาย 1.7 ล้านคน

แต่สำนักงานประกันสังคมดีใจที่ผู้สูงอายุแห่มาประกันตนเองได้ไม่นาน ก็เริ่มมีผู้ประกันตนทยอยเดินทางไปที่สำนักงานประกันสังคมสาขา เพื่อยื่นความจำนงขอลาออกจากการเป็นผู้ประกันตนเอง โดยหวังว่าเมื่อลาออกจะได้เงินคืน 6,400 บาท ได้เงินส่วนที่จ่ายเองและส่วนที่รัฐจ่ายสมทบด้วย เพราะเห็นว่าในกฎหมายไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นผู้ประกันตนนานเท่าไรจึงจะได้รับเงินสมทบในส่วนของรัฐบาล

เรื่องนี้ทำให้สำนักงานประกันสังคมกุมขมับ เพราะไม่มีข้อห้ามกำหนดตามที่ผู้ประกันตนอ้างจริง แต่ทางเจ้าหน้าที่ประกันสังคมพยายามชี้แจงผู้มาขอถอนเงินออกว่าจะจ่ายเงินคืนให้ได้เพียงเงินส่วนของผู้ประกันตนเท่านั้น ส่วนของรัฐไม่สามารถจ่ายให้ได้ เพราะผิดเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งเน้นให้ประชาชนออมระยะยาวเพื่อเป็นหลักประกันในชีวิต

เรื่องนี้สร้างความวุ่นวายได้ไม่น้อย จนทำให้คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) ต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณา และมีการถกเถียงกันว่า การขยายระยะเวลาการรับสมัครผู้ประกันตนมาตรา 40 สำหรับผู้สูงอายุที่เกินอายุ 60 ปี ขัดกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกันสังคม ที่กำหนดอายุผู้สมัครประกันตนมาตรา 40 ต้องมีอายุระหว่าง 15-60 ปีเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังได้หารือกันว่าสิ่งที่ประกันสังคมประชาสัมพันธ์ผู้ประกันตนอายุ 60 ปี เลือกทางเลือกที่ 3 คือผู้ประกันตนจ่าย 100 บาท รัฐบาลสมทบให้อีก 100 บาท จ่ายย้อนหลังได้ 32 เดือน ลาออกได้คืน 100% ไม่ได้เขียนไว้ทั้งในพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) และ พ.ร.บ.ประกันสังคม

ทั้งนี้ ใน พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2556 มาตรา 8/1 เขียนไว้ว่า เมื่อจะขอรับประโยชน์ทดแทนก็รับได้ 2 ประเภท คือ บำนาญ แต่บำนาญคงเป็นไปไม่ได้ เพราะกำหนดจะต้องจ่ายสมทบมาแล้ว 420 เดือน หรือ 35 ปี แต่อีกประเภทคือบำเหน็จชราภาพ ใน พ.ร.ฎ.เขียนไว้ชัดเจนว่ามีการจ่ายคืนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนสะสมไว้ให้รวมกับผู้ประโยชน์ทดแทนที่สำนักงานประกันสังคมจะประกาศเป็นรายปี ประโยชน์ทดแทนในที่นี้ หมายถึงเงินที่เอาไปลงทุนหมือนกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่ได้เป็นรายปีว่าเป็นเงินจำนวนเท่าใด และใน พ.ร.ฎ.ไม่ได้ระบุรัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบ 100%

ดังนั้นเกิดคำถามว่าสำนักงานประกันสังคมจะเอาอำนาจอะไรไปจ่ายประโยชน์ทดแทน ซึ่งทั้ง พ.ร.บ.และ พ.ร.ฎ.ไม่ได้ให้อำนาจไว้ แม้ว่าสำนักงานประกันสังคมจะอ้างถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ ครม.ไม่สามารถนำมาเป็นกฎหมายที่จะเบิกเงินจากหน่วยงานราชการมาจ่ายให้ประชาชนได้ และหากมีรัฐบาลใหม่เปลี่ยนแปลงนโยบายใหม่แล้วใครจะรับผิดชอบ

เรื่องนี้เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมเองก็ไม่มีอำนาจที่จะหยิบยืมเงินจากกองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตนมาตรา 33 ออกมาใช้จ่ายได้ เพราะผู้ประกันตนเจ้าของเงินกองทุนประกันสังคม 10 ล้านคน ก็คงยอมไม่ได้

หากคำนวณคร่าวๆ ขณะนี้มีผู้ประกันตนมาตรา 40 กรณีผู้สูงอายุมาสมัคร 3 แสนคน จ่ายเงินคนละ 3,200 บาท รัฐบาลจ่ายสมทบอีก 100% เท่ากับรัฐบาลจะต้องจ่ายเงิน 1,920 ล้านบาท

นอกจากนี้ จะสร้าง 2 มาตรฐานในกฎหมายประกันสังคม หากพิจารณาจากการสมทบเงินของผู้ประกันตนภาคบังคับตามมาตรา 33 ผู้ประกันตนได้สิทธิประโยชน์กรณีชราภาพต้องจ่ายสมทบ 3% ของค่าจ้าง แต่ในกรณีนี้ผู้ประกันตนมาตรา 40 สำนักงานประกันสังคมบอกว่ารัฐบาลจ่าย 100% เรื่องนี้เป็นการปฏิบัติแบบ 2 มาตรฐานอย่างชัดเจน

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงกว่าและไม่มีกฎหมายรองรับ คือ ประเด็นการจ่ายเงินสมทบของรัฐบาลที่ระบุไว้ในกฎหมายประกันสังคม ให้รัฐบาลจ่ายสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม 2.75% ของเงินกองทุนที่ผู้ประกันตนจ่าย แต่รัฐบาลยังติดค้างเงินกองทุนประกันสังคมประมาณ 6 หมื่นล้านบาท หากรัฐบาลไม่จัดสรรเงินงบประมาณมาให้สำนักงานประกันสังคมจะนำเงินจากไหนมาจ่ายให้ผู้ประกันตนมาตรา 40 ที่มาขอถอนเงินออก

หากปัญหานี้ยังแก้ไม่ตก การจะแก้ไข พ.ร.ฎ.กำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. 2554 (มาตรา 40) เพื่อขยายเวลารับสมัครผู้ประกันตนที่มีอายุเกิน 60 ปี ตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ ที่ต้องการจะขยายการรับสมัครออกไปนั้น ก็น่าจะต้องคิดให้ดีว่าจะสร้างปัญหาให้มากขึ้นหรือไม่

ทางออกในเรื่องนี้น่าจะถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องตัดสินใจชี้อนาคตกองทุนเงินออมชราภาพของไทย ประเด็นถกเถียง การประกันตนมาตรา 40 ซ้ำซ้อนกับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่งกฎหมายมีผลบังคับใช้มา 3 ปีกว่าแล้ว แต่ยังไม่สามารถจัดตั้ง กอช.ได้สำเร็จ

จะเลือกทางให้กองทุนทั้งสองต่างคนต่างอยู่ ละเลงการบริหารจัดการเงินกองทุนชราภาพอย่างไร้ประสิทธิภาพ หรือจะยุบประกันสังคมมาตรา 40 ไปรวมกับ กอช.ให้มืออาชีพบริหารจัดการเงินออมแห่งชาติ ไม่ว่ารัฐบาลจะเลือกทางใดนั้น ก็ให้นึกถึงประโยชน์ของประชาชนแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน รอความหวังอนาคตหลังเกษียณอยู่

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก