posttoday
เริ่มต้นจากศูนย์จนเป็น 'เศรษฐีน้อย'  (1)

เริ่มต้นจากศูนย์จนเป็น 'เศรษฐีน้อย' (1)

14 มกราคม 2558

ปีใหม่ 2558 นี้ คงมีความสำคัญต่อคุณผู้อ่านหลายต่อหลายท่าน ดังนั้นเพื่อเป็นการให้กำลังใจแด่คุณผู้อ่านทุกท่านที่ตั้งความหวังในปีใหม่สำหรับการหารายได้  ผมจึงขอนำเรื่องจริงของรุ่นน้องผมมาเล่าให้คุณผู้อ่านได้อ่านกัน

ปีใหม่ 2558 นี้ คงมีความสำคัญต่อคุณผู้อ่านหลายต่อหลายท่าน ดังนั้นเพื่อเป็นการให้กำลังใจแด่คุณผู้อ่านทุกท่านที่ตั้งความหวังในปีใหม่สำหรับการหารายได้  ผมจึงขอนำเรื่องจริงของรุ่นน้องผมมาเล่าให้คุณผู้อ่านได้อ่านกัน

ผมมีรุ่นน้องที่เริ่มต้นดำเนินชีวิตจาก “ศูนย์” จนประสบความสำเร็จจนเป็น “เศรษฐีน้อย” อยู่สองท่าน แต่จะทยอยนำมาเล่าเป็นตอนๆ เพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน

วันนี้ผมจะขอเล่าเรื่องของคนแรกที่เขามีชื่อเล่นว่า “มี่” คุณทิวา ชินธาดาพงศ์ คุณมี่เป็นคนชอบคิดที่อยากจะ “รวยเร็ว” ทำยังไงให้ได้เงินล้านก่อนอายุ 20 ปี ดังนั้นหลังจากเรียนจบชั้น ม.3 มี่จึงตัดสินใจไม่เรียนต่อ ม.4 แต่ไปยึดอาชีพขี่ “มอเตอร์ไซค์รับจ้าง” แทน

มี่ตั้งเป้าจะรวยจากการขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เขาตั้งเป้าที่จะหาเงินให้ได้อย่างต่ำวันละ 1,000 บาท

บางวันลูกค้าน้อยมาก เขาต้องขี่มอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ 6 โมงเช้ายันเที่ยงคืน เพียงเพื่อให้ทุกวันต้องได้เงิน 1,000 บาท แต่พ่อของมี่เองรู้สึกอับอายที่ลูกชายมาขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง จึงส่งมี่ไปเรียนต่อที่เมืองจีน โดยไปอยู่กับพี่ชายต่างมารดาที่เมืองกว่างโจว

เขาอยู่ที่นั่นนานถึง 2 ปีครึ่ง พอกลับมามี่ก็ใช้ภาษาจีนที่ไปร่ำเรียนมา เขาเริ่มทำอาชีพ “ไกด์นำเที่ยว” และก็พบว่าอาชีพนี้ทำให้เขา “ร่ำรวยไม่ได้” เขาจึงออกแสวงหาอาชีพที่จะทำให้เขาร่ำรวยต่อไป

เขาเปลี่ยนงานเป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็นเซลส์แมนขายเครื่องเสียงตามร้านคาราโอเกะ เป็นพนักงานขายประกันชีวิต เป็นพนักงานขายรถยนต์ เป็นลูกจ้างไปขายคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ และอาชีพขายโทรศัพท์มือถือนี่เอง ก็ได้ทำให้เขามีโอกาสเซ้งร้านมาเป็นของตัวเอง และเริ่มชีวิต “เถ้าแก่” เป็นครั้งแรกในชีวิต

แล้วพระเจ้าก็ทรงเมตตามี่ ช่วงนี้เองมี่สามารถขายโทรศัพท์มือถือได้เป็นจำนวนมาก เงินทองก็ไหลมาเทมา

มี่เริ่มต้นจับ “เงินล้าน” เป็นครั้งแรกในชีวิต แต่ดูเหมือนพรหมลิขิตเล่นกล มี่ค้นพบว่า “การเล่นการพนัน” คือวิธีที่จะทำให้เขา “ร่ำรวย” ได้เร็ว มี่จึงใช้เงินที่เขาเก็บมาได้ทั้งหมด เอาไปเล่นการพนันทั้งหมด แต่แล้วในที่สุดมี่ก็ต้อง “หมดตัว” เพราะ “การพนัน”

ชีวิตของมี่จึงสิ้นเนื้อประดาตัวถึงขนาดที่มีเงินเหลือติดกระเป๋าเพียง 100 บาท จะกินข้าวยังต้องมานั่งคำนวณกับภรรยาว่าจะพอกินหรือไม่?

จากนั้นจึงไปยืมเงินญาติหลักหมื่นบาท มาลงทุนธุรกิจระบายสีตุ๊กตาปูนปั้น แล้วขยับไปทำร้านเกมอินเทอร์เน็ต ขยาย 5-6 สาขา จนมีเงินหลายล้านบาท

แต่แล้ว...ชีวิตของมี่ก็ได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อมี่เผอิญได้ไปฟัง ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร พูด เขาได้ฟังหลักการลงทุนที่เน้นคุณค่า และสร้างแรงบันดาลใจให้เขาคิดว่า “การลงทุนในหุ้น” นี่แหละจะเป็นหนทางสู่ “ความร่ำรวย”

มี่เริ่มลงทุนในตลาดหุ้นด้วยเงินก้อนแรก 5 แสนบาท เขาเริ่มเล่นหุ้นโดยเล่นหุ้นตามคนอื่น ใครว่าตัวไหนดีก็ซื้อตัวนั้น หลังเข้าสู่ตลาดหุ้นได้ไม่กี่เดือน เขาก็ใจกล้าขึ้นอีก จึงเพิ่มเงินไปซื้อหุ้นอีก หลายล้านบาท

แต่โชคไม่เข้าข้างเขา ปี 2551 เกิด “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” วิกฤตการณ์ครั้งนั้นได้ทำให้เขาขาดทุนเป็นเงินหลายล้านบาท เขาเริ่มเครียดและพบว่า เขาใช้วิธี “เล่นหุ้น” ที่ผิดมาตลอด

วิกฤตครั้งนั้นได้ทำให้เขาตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการลงทุนใหม่ หันมาศึกษาหุ้นที่จะลงทุนอย่างละเอียด เน้นเรื่องงบการเงิน และเน้นลงไปที่หุ้น “เติบโตสูง” โดยเขาเลือกลงทุนไปในหุ้นเพียง 3-4 ตัวเท่านั้น

วิธีการหาความรู้ของมี่ คือ อาศัยอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์งบการเงิน แล้วก็โทรไปถามคนเก่งๆ เวลาทำแล้วรู้สึกติดขัดตรงไหน ตารางที่คำนวณได้ก็จะออกแนวบ้านๆ อย่างที่เราเข้าใจ ไม่ได้
ซับซ้อนเหมือนนักวิเคราะห์ทำ แต่ถือว่าสร้างผลตอบแทนได้ดีตลอด

ยกตัวอย่างปี 2553 พอร์ตที่ลงทุนได้กำไรประมาณ 200% ขณะที่ในปี 2552 ได้กำไร 300% ในปี 2552 ที่ได้กำไรเยอะเป็นเพราะตลาดหุ้นเพิ่งฟื้นตัวหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ตลาดหุ้นก็เลยโดดเด่นเป็นพิเศษ โดยการกำหนดแบ่งสัดส่วนของเงินออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งประมาณ 60% จะนำไปลงทุนในหุ้น ส่วนที่สองประมาณ 30% จะเก็บเอาไว้ให้ลูก ส่วนที่เหลืออีก 10% จะเก็บเป็นเงินสด แต่ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง

มี่เองไม่เคยคาดฝันว่าจะมีเงินเป็นร้อยล้านบาทเหมือนในวันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นมากกว่าสิ่งที่เขาฝันไว้ มี่คลุกคลีในแวดวงหุ้นมากว่า 5 ปีแล้ว จากชีวิตที่มีเงินติดกระเป๋าแค่ 100 บาท วันนี้มีเงินเป็น
“ร้อยล้าน”

ปัจจุบันมี่หันไปนับถือศาสนาคริสต์ตามภรรยาของเขา เขามีเงินพอใช้อย่างสบาย มีครอบครัวที่น่ารัก นั่นเป็นเพราะเขาสามารถควบคุม “ความร่ำรวย” ของเขาได้นั่นเอง

ทำให้นึกถึงคำพูดของ Edmund Burke รัฐบุรุษชาวไอริช ที่เคยกล่าวเกี่ยวกับความร่ำรวยไว้ว่า “If we command our wealth, we shall be rich and free; if our wealth commands us, we are poor indeed.” แปลตามความได้ว่า “ถ้าเราควบคุมความมั่งคั่งของเราได้ เราก็จะร่ำรวยและเป็นอิสระ แต่หากความมั่งคั่งควบคุมเราได้ เราก็จะกลายเป็นคนจนในที่สุด”

คุณผู้อ่านล่ะครับ ควบคุม “ความร่ำรวย” ได้แล้วหรือยัง?

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ