
จ่อลดพื้นที่ปลูกยาง
นายกฯ ผุดแผนลดพื้นที่ปลูกยางพาราแก้ปัญหาราคาตก เตรียมประชุมไทย-มาเลย์-อินโดฯ
นายกฯ ผุดแผนลดพื้นที่ปลูกยางพาราแก้ปัญหาราคาตก เตรียมประชุมไทย-มาเลย์-อินโดฯ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้หารือกับประเทศมาเลเซียถึงการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำแล้ว ซึ่งมาเลเซียก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนจากการปลูกยางพารา มาเป็นปาล์มน้ำมันเพื่อทำไบโอดีเซลได้ ซึ่งไทยก็มีการส่งเสริมในเรื่องนี้แต่ไม่ทำเพราะยังไม่มีการจัดการให้เป็นระบบทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่ความผิดพลาดของรัฐบาลนี้ แต่เป็นเพราะรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้ทำจึงต้องวางอนาคตให้ดี และจะมีการหารือร่วมกัน 3 ประเทศ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียต่อไป
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาเรื่องยางพารามีทั้งเรื่องราคาที่ตกต่ำลง และผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้น จากเดิม 7 ล้านไร่ เป็น 11 ล้านไร่ จากการสนับสนุนของรัฐบาลที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศต่างๆ ก็มีการปลูกยางเพิ่มแม้ว่าปริมาณยางจะเป็นที่ต้องการใช้มากก็ตาม แต่ประเทศที่ต้องการใช้ยางมากก็ไปลงทุนปลูกยางในประเทศอื่น เพราะประเทศไทยมีราคาสูง
“ธุรกิจยางมีทั้งการขายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการขายล่วงหน้าซึ่งต้องแก้ไขทั้งระบบ สิ่งสำคัญทุกสมาคม ทั้งเรื่องข้าวเรื่องยาง มันสำปะหลัง ต้องขึ้นทะเบียนรวมกันให้ได้ วันนี้มีหลายสมาคม เมื่อเรียกประชุมบางคนเห็นด้วยบางคนไม่เห็นด้วย คนเหล่านี้เป็นคนของกลุ่มการเมืองทั้งสิ้นแล้วแต่จะชอบใคร ถ้าท่านรวมตัวกันเราจะได้ช่วยได้ถูก แต่ถ้าให้คนพันต่อไปก็มาขอ 2 พัน ต่อไปก็มาขอราคายาง 80 บาท/กิโลกรัม ผมถามว่าแล้วจะต้องให้อย่างนี้อีกเท่าไร จะไปเอาเงินจากที่ไหน ต่อไปจะเอาเงินจากไหนมาขับเคลื่อน ไม่มีแล้วเงินหมดแล้ว มีเงินอยู่ 2.7 แสนล้านบาท แค่นั้นเอง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า จะเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา พ.ร.บ.สวนป่าแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ตามที่ตัวแทนชาวสวนยางเสนอให้ยกเลิก เพราะ พ.ร.บ.ดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาตามขั้นตอน
นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงทิศทางการเกษตรของประเทศไทยอีกว่า ต้องสร้างความเข้มแข็งเป็นประเทศที่ผลิตอาหารที่มีคุณภาพ อย่างข้าววิตามิน ข้าวออร์แกนิก ที่มีราคาสูง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้มาปลูกข้าวชนิดนี้ ไม่ใช่ปลูกข้าวอายุสั้น หรือข้าวที่ไม่มีคุณภาพ ขายไม่ได้ราคา มีความชื้นสูงเพราะรีบผลิต และในวันจันทร์ที่ 19 ม.ค.นี้ จะมีการเปิดขายกล้วยไม้ บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งขณะนี้ไทยส่งออกเป็นอันดับรองจากประเทศเนเธอร์แลนด์ และจะทำให้เป็นอันดับหนึ่งให้ได้







