posttoday
ระดมแก้มาตรา 7 มอบศาล รธน.ชี้ขาด

ระดมแก้มาตรา 7 มอบศาล รธน.ชี้ขาด

13 มกราคม 2558

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เบื้องต้นคณะอนุ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราที่ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกจำนวน 89 มาตราครอบคลุมใน 2 ภาค ได้แก่ ภาค 1 พระมหากษัตริย์และประชาชน และภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง เฉพาะหมวด 2 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รวม 89 มาตรา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าฟังการประชุมอย่างเป็นทางการ 

ทั้งนี้ การประชุมคณะ กมธ.ยกร่างฯ ในรายมาตราตั้งแต่มาตรา 1-6 ที่ประชุมต่างเห็นด้วยให้ยืนยันไว้ในหลักเดิม ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียวจะแบ่งแยกมิได้ การบัญญัติให้ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปจนถึงการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

ต่อมาเมื่อที่ประชุมเข้าสู่การพิจารณามาตรา 7 ปรากฏว่ามีคณะ กมธ.ยกร่างฯ แสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยเนื้อหาในเรื่องดังกล่าวมีถ้อยคำเป็นสองวรรค ดังนี้

“ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข           

ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำหรือการวินิจฉัยกรณีใดตามวรรคหนึ่ง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด หรือเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนก็ได้ แต่สำหรับศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุด ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อมีมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดและเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี”

ความคิดเห็นของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ต่อมาตรานี้ได้แบ่งออกเป็นสองฝ่ายระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา 7

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย เสนอเหตุผลว่า เท่ากับว่าทุกอย่างจะต้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีใครกล้าตีความเอง เหมือนกับที่เคยเกิดปัญหามาแล้วจากกรณีที่หน่วยงานภาครัฐจะต้องส่งหนังสือสัญญาระหว่างประเทศมาให้รัฐสภาลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ในอดีต เพราะกลัวจะเกิดปัญหา ดังนั้นคิดว่าควรให้มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญยังคงเป็นไปตามเดิมโดยไม่ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาเป็นผู้ชี้ขาด ประกอบกับฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ต่างมีความรู้ในอำนาจหน้าที่ของตัวเองอยู่แล้ว จึงไม่มีทางที่จะทำผิดธรรมเนียมประเพณีการปกครอง

ขณะที่ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดและคณะอนุ กมธ.ยกร่างฯ ให้มุมมองว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 ได้วางหลักการเอาไว้ว่า ในเมื่อกรณีใดไม่มีรัฐธรรมนูญบัญญัติเอาไว้ก็ให้วินิจฉัยการกระทำดังกล่าวไปตามประเพณีการปกครอง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการตีความรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีทางที่รัฐธรรมนูญจะสามารถเขียนได้ครอบคลุม แต่ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา เกิดการตีความที่สร้างความขัดแย้งรุนแรงในเรื่องการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 ดังนั้นจำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกัน เพื่อไม่ให้กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญควรเข้ามาเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด เพื่อให้ปัญหาต่างๆ มีข้อยุติ

ที่สุดแล้วที่ประชุมคณะ กมธ. ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาเป็นองค์กรวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับมาตรา 7 แต่มี กมธ.ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยบางคนขอใช้สิทธิไปอภิปรายในที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต่อไป

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก