posttoday
ภัยแล้ง

ภัยแล้ง

10 มกราคม 2558

ปี 1935-1937 เป็นช่วงที่ฝนแทบไม่ตกเลยเป็นเวลากว่า 3 ปี ต้นข้าวยืนตายคานา น้ำในลำธารไม่มีเหลือ

ปี 1935-1937 เป็นช่วงที่ฝนแทบไม่ตกเลยเป็นเวลากว่า 3 ปี ต้นข้าวยืนตายคานา น้ำในลำธารไม่มีเหลือ ต้องขุดลึกลงไปเกือบเมตรจึงจะพอมีน้ำให้วักใส่ถังไม้เล็กๆ เพื่อนำน้ำไปรดแปลงถั่วเหลือง ซึ่งเป็นพืชทนแล้งได้บ้าง

ปีแรกของภัยแล้งก็พอทนกันไป พอขึ้นปีที่สองอาหารไม่เพียงพอ ทางรัฐบาลต้องนำอาหารมาแจกจ่ายประชาชน ผมเป็นคนหนึ่งที่ไปยืนเข้าแถวรอรับอาหาร อาหารที่ได้เป็นข้าวต้มโหรงเหรง 2-3 ทัพพี แล้วเติมน้ำเกลือ 1 ช้อน ไม่มีกับข้าวใดๆ  ข้าวต้มแค่นี้ไม่พอประทังหิวได้เลย ผมพยายามเวียนกลับไปรับแจกอีกครั้ง แต่ถูกจับได้และเจ้าหน้าที่รัฐผลักผมออกจากแถวรับอาหาร

ทางรัฐบาลมาแจกอาหารบรรเทาทุกข์ให้ราษฎรสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เป็นเวลากว่า 2 ปี คนเข้าแถวกันยาวเหยียดทุกครั้ง ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ผมนอนร้องไห้แทบทุกคืน เพราะความหิวโหย ในช่วงนี้ผลหมากรากไม้อะไรที่กินได้เรากินกันจนหมดป่า ไม่เว้นกระทั่งพืชชนิดหนึ่งที่โดยปกติไม่นิยมนำมาทำอาหารเพราะขั้นตอนยุ่งยาก แต่ตอนหลังก็แย่งกันกิน

ชาวบ้านเรียกมันว่า “หัวลิง” ซึ่งลูกๆ ผมบอกว่าในเมืองไทย พืชที่ใกล้เคียง “หัวลิง” น่าจะเป็น หัวกลอย เพราะมีวิธีการนำมาทำกินคล้ายๆ กัน คือเมื่อพ่อผมหามาได้ต้องนำมาหั่นเป็นชิ้นๆ แล้วต้มในน้ำจนเดือด ซึ่งไอน้ำที่ออกมานั้นจะแสบตามาก ต้องเอาผ้าปิดตาปิดจมูกเพื่อเติมฟืนใส่เข้าเตาไฟแล้วรีบวิ่งออกมา และต้องต้มเดือด 2-3 ครั้ง จากนั้นนำมาใส่ในถุงผ้าหรือชะลอม มัดปิดปากให้เรียบร้อยแล้วนำไปแช่ในลำธารให้น้ำไหลผ่าน 3-4 วัน แล้วนำมาตากแห้ง เมื่อแห้งสนิทก็เก็บใส่ภาชนะไว้ เวลาจะกินให้นำมาแช่น้ำสัก 2-3 ชั่วโมงแล้วต้มกินอยู่ท้องดี

พวกเราดีใจมากทุกครั้งที่ได้หัวพืชชนิดนี้มา เพราะหมายถึงเราจะมีอะไรกินเป็นสัปดาห์ แม้จะเพียงคนละเล็กคนละน้อยก็ตาม แต่ก็ช่วยประทังความหิวโหยได้มาก คนจำนวนไม่น้อยรอดตายจากหัวพืชชนิดนี้ ปัจจุบันเป็นอาหารจานพิเศษราคาแพงในภัตตาคารหรู สำหรับคนจีนรุ่นผมแล้ว เรียกว่า “เศรษฐีรำลึกอดีต” อดีตที่เกือบตายถ้าไม่มีพืชชนิดนี้

เข้าสู่ปีที่ 3 สถานการณ์ภัยแล้งเข้าขั้นวิกฤต ฝนไม่ตกต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ผู้คนอดอยากล้มตายเหมือนใบไม้ร่วง ผมเห็นคนตายกลาดเกลื่อน เพราะล้มตายกันเป็นจำนวนมาก จนฝังไม่ทัน บางคนตัดสินใจโยนลูกทิ้งน้ำ เพราะไม่อยากเห็นลูกอดตายอย่างทรมาน

ผมเห็นคนตายได้ทั่วไป บางคนนอนตายข้างถนน ยังจำภาพเหล่านี้ได้ติดตามาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะภาพที่คนรู้จักล้มตายลงต่อหน้าต่อตา ผมตกใจแทบสิ้นสติวิ่งหน้าตื่นตะโกนบอกผู้ใหญ่ “ฉิวสุกกอ เป็นอะไรไม่รู้ล้มนอนอยู่ที่โน่น ไม่รู้ตายหรือเปล่า” ผู้ใหญ่ก็ได้แต่ส่ายหน้าและถอนหายใจเฮือกใหญ่

ภัยแล้ง

 

เท่าที่ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังภายหลัง หมู่บ้านที่ผมอยู่มีประชากร 3,000 กว่าคน อดตายราว 400 กว่าคน ส่วนที่มณฑลกวางตุ้งมีคนอดตายนับล้านคนทีเดียว

หลังจากภัยแล้งติดต่อกัน 3 ปีสิ้นสุดลง ฝนก็เริ่มตกต้องตามฤดูกาล ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านมีรอยยิ้ม ลืมตาอ้าปากได้ ช่วงแรกที่มีฝนตกชาวบ้านเร่งขุดบ่อน้ำใหญ่บ้างเล็กบ้างในที่ดินของตัวเอง เมื่อมีฝนพืชผลก็งอกงาม มีแมลง กบ เขียด และปลา หลังอดอยากมานาน

เรากินกบกินปลา แม้แต่ก้าง กระดูกและหัวปลาที่เหลือ เรายังล้างให้สะอาดนำไปตากแดดให้แห้งแล้วบดให้เป็นผงละเอียด นำไปใส่เกลือคั่วให้แห้งสนิทเก็บใส่ขวด ใช้เป็นผงปรุงอาหาร

พอเริ่มมีไก่ มีหมูให้กิน เราก็นำกระดูกหมู กระดูกไก่มาตากแห้งและบดทำเป็นผงปรุงอาหาร ซึ่งทำให้รสชาติอาหารดีขึ้นมาก คิดถึงวันนั้นแล้วยังจำกลิ่นเครื่องปรุงรสเหล่านั้นได้จนถึงวันนี้

เมื่อเริ่มทำมาหากินได้เป็นปกติ พ่อแม่ผมก็อุตส่าห์หาข้าวสาร ทั้งจากการทำนาของครอบครัวและหยิบยืมจากญาติๆ จนครบ 5 กิโลกรัมไปเป็นค่าเล่าเรียนให้ผม ผมโชคดีมากที่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเป็นครั้งแรก ซึ่งตอนนั้นอายุ 12 ปีกว่า เรียนหนังสือยังไม่ทันจะครบปี ภัยสงครามก็มาเยือนถึงหมู่บ้าน การเรียนของผมหยุดชะงักลง...

หลังจากนั้นก็ไม่ได้เรียนหนังสืออีกเลย

(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก