
เปิดใจหญิงแกร่งอยากปราบจลาจล
มิติใหม่ของตำรวจ ปจ.หญิง สิ่งที่ต้องเรียนรู้และปรับเปลี่ยนแนวคิด จึงต้องใส่ใจปัญหาเรียกร้องสิทธิต่างๆ สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย
มิติใหม่ของตำรวจ ปจ.หญิง สิ่งที่ต้องเรียนรู้และปรับเปลี่ยนแนวคิด จึงต้องใส่ใจปัญหาเรียกร้องสิทธิต่างๆ สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย
โดย - อิทธิกร เถกิงมหาโชค
10 มิ.ย. 2553 คือวันแรกที่เหล่าสาวๆ ทั้ง 95 คน ที่สอบผ่านได้บรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ "ปราบจลาจลหญิง" หรือ ปจ.หญิง ในสังกัดกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (บก.อคฝ.) ถือเป็นรุ่นที่ 2 ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ที่จะก้าวเข้ามายืนแถวหน้าเคียงบ่าเคียงไหล่กับ ปจ.ชาย ในสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่ผุดขึ้นบ่อยครั้งใน กทม. ขณะที่กำลังตำรวจพื้นที่ยังไม่มีความชำนาญในแง่การควบคุมฝูงชนเท่ากับ ปจ.ของ บก.อคฝ. กำลังพลจำนวนนี้จึงเป็นกำลังเสริมชั้นดี!
นอกจากภาระหน้าที่ใหม่ที่สาวๆ ต้องเรียนรู้กับงานควบคุมฝูงชนแล้ว สิ่งที่พวกเธอต้องแบกคือ ความคาดหวังของสังคมที่มีต่อ ปจ.หญิง ว่า จะลดภาพความดุดันในการรักษาความปลอดภัยการชุมนุมต่างๆ ได้แค่ไหนกัน "ดอกไม้เหล็ก" กลุ่มนี้รู้ดีว่าอนาคตและวิถีชีวิตพวกเธอจะต้องเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน หลังทิ้งยูนิฟอร์มสาวออฟฟิศมาสวมชุดสีกากีคอพับ สลับกับใส่ชุดเวบสีน้ำเงินเข้ม ติดตรา "อุณาโลม" ที่แขนเสื้อ 2 ข้าง ยืนฝึกใช้โล่ กระบอง พร้อมยืนเรียงแถวประจัญหน้ากับผู้ชุมนุม นั่นหมายถึงทั้งชีวิตและจิตใจได้หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของตำรวจ 191 สมบูรณ์แบบ
กมลรัตน์ รัตนดี หรือ อุ๋ย สาวร่างสูงวัย 24 ปี ที่สลัดเครื่องแบบครูธุรการ โรงเรียนเอกชน โดยใช้วุฒิด้านบัญชี มหาวิทยาลัยสารคาม เข้ามาสอบตำรวจและก็สร้างฝันได้สำเร็จ ถึงแม้จะเป็นการสอบครั้งที่ 2 ก็ตาม ทว่า อุ๋ย ยืนยันว่าตั้งใจและเตรียมพร้อมเต็มที่มั่นใจว่าทำได้สร้างความยินดีให้กับครอบครัวที่คุณแม่เป็นครู ส่วน ร.ต.อ.พร้อมศักดิ์ รัตนดี พี่ชายที่เป็นรองสารวัตรจราจร สน.โคกคราม ก็ปลื้มในตัวน้องสาวไม่น้อย
ส.ต.ต.หญิง กมลรัตน์ ยอมรับว่า ไม่เสียใจที่ทิ้งงานเอกชนมาเป็นตำรวจ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแรงผลักดันจากทางบ้าน แต่เธอเองก็ชอบ "เครื่องแบบ" เป็นทุนอยู่แล้ว ยิ่งมียศนำหน้าก็ยิ่งรู้สึกภูมิใจ คิดว่าเดินถูกทางแล้วที่หันมารับราชการที่การงานมั่นคง ไม่ต้องกลัวตกงาน และเตรียมใช้เวลา 4 ปี ต่อจากนี้สั่งสมประสบการณ์และความรู้เพื่อสอบเลื่อนชั้นเป็นตำรวจ "สัญญาบัตร" ติดดาวให้คนทางบ้านได้ดีใจกันอีกครั้ง
"ถ้าถามถึงความก้าวหน้าก็ต้องขึ้นกับตัวเราเอง มีความขยัน อดทน พากเพียรแค่ไหน ถ้ามีโอกาสก็อยากสอบเลื่อนขั้นเติบโตไปเรื่อยๆ ตามสายงาน อุ๋ย อยากเป็นนายพลหญิงนะ ถ้าไม่ฝันสูงเกินไปก็อยากก้าวไปได้ถึง ผบ.ตร.หญิงคนแรกเลยก็ได้ แต่ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุดก่อน" สิ่งนี้คือฝันสูงสุดของผู้หมู่อุ๋ย จากเมืองสารคาม
แม้ บก.อคฝ.จะรับ ปจ.หญิง รุ่นที่ 2 นี้ ได้ไม่ถึงอัตรา 150 นาย ตามที่เสนอขอกำลังต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ก็ตาม แต่นับเป็นกำลังสำคัญของหน่วยในอนาคตแน่นอน ข้อมูลฝ่ายกำลังพล บช.น.ระบุว่า สาวๆ ทั้ง 95 คน จะแยกไปอยู่กองกำกับการอารักขา 1 จำนวน 69 นาย ส่วนที่เหลือ 26 นาย ไปอยู่กองกำกับการอารักขา 2 และต้องฝึกปรับสภาพการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อีก 6 เดือน ก่อนจะปฏิบัติหน้าที่จริง...
ค่าตอบแทนสำหรับงาน ปจ.หญิง สมน้ำสมเนื้อพอสมควรในอัตรา 12,390 บาท เงินจำนวนนี้แยกเป็นเงินเดือนอย่างเดียว 7,890 บาท รวมกับค่าครองชีพชั่วคราว 1,500 บาท แต่จะมีเงินเพิ่มประจำตำแหน่งอีก 3,500 บาท เมื่อลงประจำกองกำกับฯ เรียบร้อยแล้ว ยังไม่รวมค่าสิทธิรักษาพยาบาลทั้งของตนเองและครอบครัวที่เบิกได้ตลอดอายุราชการ ถือเป็นอีกทางเลือกสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ยุคนี้ ที่ส่งผลให้แรงงานเอกชนจำนวนไม่น้อยยอมทิ้งเงินเดือนหลายหมื่นบาทหันมารับราชการที่ไม่ต้องกลัวตกงาน
นวลฉวี ศรีบาง หรือ ฟาง สาวร่างเล็กจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัย 23 ปี บอกว่า คุณพ่อรับราชการเป็นตำรวจอยู่ที่ สภ.บางปะอิน จึงซึมซับความเป็นตำรวจมาตั้งแต่เด็ก ใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจมานานแล้ว ช่วงเรียนจบทำงานเอกชนเป็นฝ่ายประสานงานลูกค้า พอเปิดสอบตำรวจ ปจ.หญิง จึงสมัครสอบอีกเป็นครั้งที่ 2 ก็ได้เป็นตำรวจสมใจ ครอบครัวก็ดีใจด้วยและเห็นว่างานราชการสร้างความมั่นคงในชีวิตมากกว่าอาชีพอื่น
ส.ต.ต.หญิง นวลฉวี กล่าวว่า ปัญหาการชุมนุมทางการเมืองใน กทม.เพิ่มมากขึ้นทุกที ก่อนหน้าเป็นตำรวจเห็นข่าวตำรวจ ปจ.ทำหน้าที่ดูแล บางครั้งต้องผลักดันปะทะกับผู้ชุมนุมก็สงสารทั้ง 2 ฝ่าย และเห็นว่าเป็นคนไทยด้วยกัน ทำไมต้องทำร้ายกันด้วย
"เมื่อมีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่ ปจ.หญิง ก็อยากจะบอกกับประชาชนว่า ตำรวจไม่ได้เห็นประชาชนเป็นศัตรู ทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน มีอะไรน่าจะคุยกันทำความเข้าใจ เพียงแต่ความคิดต่างกันเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องโกรธเกลียดกัน ตำรวจก็มีหน้าที่ควบคุมไม่ให้เรื่องบานปลาย อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจกัน" นวลฉวี สะท้อนความคิดให้สังคมรับรู้
ผู้บังคับบัญชาเองก็เข้าใจในเรื่องนี้ดี พล.ต.ต.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบก.อคฝ. กล่าวว่า ปจ.หญิงจะได้รับการฝึกปรับสภาพให้เป็นตำรวจเสียก่อน 6 เดือนหลังจากนี้ ต้องผ่านการอบรมหลักสูตร "ชัยยะ" คือการดำรงชีพในสถานการณ์ลำบาก ต้องรู้ยุทธวิธีรบในเมือง รวมทั้งการอารักขาบุคคลสำคัญ และการควบคุมฝูงชน เพื่อเตรียมปฏิบัติหน้าที่นี้โดยตรง เชื่อว่ากำลังพลพวกเธอสามารถทำหน้าที่ได้ดี ไม่แพ้ผู้ชาย
ผู้การฯ ภัคพงศ์ กล่าวว่า ผู้ชุมนุมกลุ่มต่างๆ มักใช้ยุทธวิธีให้คนแก่ เด็ก และผู้หญิงเป็นโล่มนุษย์ หากใช้ตำรวจ ปจ.ชายปะทะคงเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ตำรวจ ปจ.หญิง จึงเหมาะสมที่สุดกับงานนี้ และต้องยอมรับว่า ปจ.หญิง มีความอดทนมาก หากเป็นผู้หญิงอื่นก็คงถอดใจไปแล้ว
"เรื่องของความสวยงาม ชีวิตความเป็นอยู่ไม่ต้องพูดถึง เวลาปฏิบัติหน้าที่ไม่มีเวลาสนใจ มีแค่ถุงนอนก็สามารถนอนได้แล้ว บนพื้นถนนก็นอนได้ รู้หน้าที่ มีวินัย เพราะต้องถูกฝึกมาหนักไม่ต่างกับ ปจ.ชาย ซึ่งทุกคนพยายามทำดีที่สุด" พล.ต.ต.ภัคพงศ์ กล่าว
มิติใหม่ของตำรวจ ปจ.หญิง สิ่งที่ต้องเรียนรู้และปรับเปลี่ยนแนวคิด จึงต้องใส่ใจปัญหาเรียกร้องสิทธิต่างๆ สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย และมองให้เห็นถึงความทุกข์ยากของประชาชน เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันได้ในมุมคิดที่แตกต่าง...
เชื่อมั่นว่าท่ามกลางความขัดแย้ง...ยังมีความอ่อนโยนของพวกเธอที่พอจะสยบความรุนแรงได้ไม่มากก็น้อย!







