
"วิชา"แจง"ปู"ส่อจงใจใช้อำนาจขัดรธน.
“วิชา” แถลงเปิดคดีโต้2มาตรฐาน แฉ ตัวเลขจำนำข้าวเจ๊งยับเยิน ซัด เมินคำเตือนเสี่ยงขาดทุน-ทุจริต ลาก “ยิ่งลักษณ์” ร่วมรับผิดชอบความเสียหาย
“วิชา” แถลงเปิดคดีโต้2มาตรฐาน แฉ ตัวเลขจำนำข้าวเจ๊งยับเยิน ซัด เมินคำเตือนเสี่ยงขาดทุน-ทุจริต ลาก “ยิ่งลักษณ์” ร่วมรับผิดชอบความเสียหาย
นายวิชา มหาคุณ กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงเปิดสำนวนข้อกล่าวหาการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีโครงการรับจำนำข้าว ว่า ว่า ป.ป.ช.ไม่ได้เริ่มไต่สวนโครงการจำนำข้าว เมื่อมีผู้มาร้องเรียน แต่ศึกษาโครงการมาก่อนหน้านี้นานแล้ว จึงไม่ใช่การเร่งรีบ รวบรัด ดำเนินการแบบสองมาตรฐานตามที่กล่าวหากัน ส่วนที่ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ทุจริตแล้วมาถอดถอนได้อย่างไรนั้น การกระทำของน.ส.ยิ่งลักษณ์เข้าข่ายส่อไปในทางทุจริต ซึ่งการทุจริตสมัยใหม่มิใช่เพียงการรับสินบน ฉ้อราษฎรบังหลวง แต่รวมถึงความประพฤติที่ขัดต่อหลักคุณธรรมจริยธรรมด้วย ยืนยันว่า ป.ป.ช.อำนวยความยุติธรรมให้น.ส.ยิ่งลักษณ์เต็มที่ ให้โอกาสอย่างถึงที่สุด ถึงขั้นให้ทีมทนายความมาตรวจสอบพยานหลักฐานของป.ป.ช.แทนผู้ถูกกล่าวหาได้ ซึ่งไม่เคยมีในประวัติศาสตร์มาก่อน
นายวิชา กล่าวว่า หลังจากเริ่มต้นโครงการจำนำข้าว 2 ปี เริ่มเห็นผลเสียของโครงการดังกล่าว โดยรัฐบาลใช้ 2 วิธีหลักในการขายข้าวในสต๊อกในราคาถูกคือการขายข้าวแบบจีทูจีที่พิสดาร และการขายข้าวเพื่อทำข้าวถุงขายประชาชน ซึ่งเป็นที่รู้กันในวงการข้าวว่า ข้าวเหล่านี้ถูกนำมาขายให้คนสนิทของผู้มีอำนาจในราคาถูก เพื่อนำไปขายต่อในราคาสูงกว่าเป็นเท่าตัว โดย 2 ปี ที่ผ่านรัฐบาลใช้เงินในโครงการจำนำข้าวไปทั้งสิ้น 777,000 ล้านบาท แต่ขายข้าวและเก็บเงินได้เพียง 139, 400 ล้านบาท หรือ 18 % ของจำนวนเงินที่ใช้ไปทั้งหมด โดยรัฐบาลระบายข้าวไป 12.75 ล้านตัน ขาดทุน 229,500 ล้านบาท เพราะตั้งราคาขายข้าวเฉลี่ย 11 บาทต่อกก. ขณะที่ราคาต้นทุนเฉลี่ย 29 บาทต่อกก. หากรัฐบาลขายข้าวในสต็อกที่เหลือในราคา 11 บาทต่อกก.โครงการจำนำข้าวจะขาดทุนทั้งหมด 481,500 ล้านบาท โดยในปี 54 ที่ไทยส่งออกข้าวในปริมาณมากที่สุด แต่กลับมีรายได้จากการส่งออกข้าวเพียง 192,956 ล้านบาท จะเห็นว่าตัวเลขการขาดทุนจากข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ สูงกว่ารายได้การส่งออกข้าวในปี 54 นอกจากนี้ผลจากการรับจำนำข้าวในราคาสูง ทำให้การส่งออกข้าวของไทยลดลง 35 % จนตกอันดับการส่งออกข้าวมาอยู่อันดับ 3 ของโลก รองอินเดีย เวียดนาม เป็นการเสียแชมป์ส่งออกครั้งแรกในรอบ 30 ปี
นายวิชากล่าวว่า การดำเนินการโครงการจำนำข้าว 2 ปี ทำให้รัฐบาลไม่มีงบประมาณดำเนินโครงการต่อ เพราะระบายข้าวในราคาต่ำมาก และไม่สามารถระบายข้าวได้ทั้งหมด มีข้าวขายไม่ออก 14 ล้านตัน ผนวกกับข้าวที่จะเก็บเกี่ยวอีกจำนวนมาก ทำให้ชาวนาไม่อิสระปลูกข้าวตามอำเภอใจได้เป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะจะมีปริมาณข้าวมากกว่าความต้องการของตลาด ดังนั้นการที่รัฐบาลประกาศว่า การจำนำข้าวทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้น แต่เหตุการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะตั้งแต่เริ่มโครงการจำนำข้าว ราคาเอฟโอบีข้าวขาว 5 % ของไทยไม่เคยได้เกิน 620 เหรียญสหรัฐต่อตัน และยังลดลงเรื่อยๆ จนปัจจุบันอยู่ที่ 400 เหรียญสหรัฐต่อตัน ต่ำกว่าตอนเริ่มโครงการใหม่ๆด้วยซ้ำ โดยการที่มีผู้แอบนำข้าวไปขายในราคาถูกให้พรรคพวก เป็นการตัดโอกาสให้ราคาข้าวไทยมีราคาสูง ซึ่งผู้ส่งออกเห็นว่า การผูกขาดเรื่องข้าวของรัฐบาลต้องยุติ เพราะเป็นภัยต่ออุตสาหกรรมข้าวไทยอย่างมาก ขณะเดียวกันพยานที่เป็นชาวนาเข้าร่วมโครงการ ระบุว่ามีการทุจริตของโรงสีสวมสิทธิเข้าร่วมโครงการแทนชาวนา โดยระบุว่า สาเหตุที่รัฐบาลไม่มีเงินจ่ายชาวนา เนื่องจากวงเงินที่รัฐบาลเตรียมไว้ 5 แสนล้านบาท ตั้งแต่ปี 54 หมดลงแล้ว ทำให้ไม่มีเงินหมุนเวียน แต่กลับให้เหตุผลว่า เป็นรัฐบาลรักษาการไม่สามารถกู้เงินมาจ่ายชาวนาได้ ซึ่งพยานบอกว่า รัฐบาลโกหก เพราะในเดือนต.ค.-พ.ย.56 รัฐบาลยังมีอำนาจกู้เงินได้ แต่ไม่ดำเนินการ ทำให้ชาวนาไม่รับเงิน ซึ่งโรงสีพร้อมรับซื้อข้าวจากรัฐบาล แต่ต้องแยกคุณภาพข้าวก่อน จุดนี้เป็นจุดตายโครงการรับจำนำข้าว
นายวิชากล่าวว่า การถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ เนื่องจากมีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย กรณีไม่ยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว โดยเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 54 น.ส.ยิ่งลักษณ์แถลงนโยบาย ต่อรัฐสภาว่า เรื่องเร่งด่วนที่จะดำเนินการในปีแรกจะนำระบบจำนำสินค้าเกษตรมาใช้สร้างความมั่นคงด้านรายได้แก่เกษตรกร เริ่มจากการรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกหอมมะลิ เกวียนละ 1.5 หมื่นบาท และ 2 หมื่นบาท ตามลำดับ ซึ่งป.ป.ช.มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ถูกกล่าวหาสองครั้งในวันที่ 7 ต.ค. 54 และ 30 เม.ย.55 ให้แก้ปัญหาการทุจริตจากโครงการรับจำนำข้าวที่เป็นการแทรกแซงตลาดข้าว ขณะที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวที่กขช.ตั้งขึ้น ได้รายงานผลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว และแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบถึง 3 ครั้งว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีตั้งแต่ปี 2554 ถึง 2556 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 พ.ค. 56 มีผลขาดทุนสะสม 332,372 ล้านบาท แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะรับทราบข้อเท็จจริงทั้งสามครั้ง แต่ยังดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในฤดูกาลผลิตต่อมา ขณะเดียวกัน สตง.ยังมีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบโครงการถึงผู้ถูกกล่าวหาว่า โครงการมีความเสี่ยงทุกขั้นตอนนำไปสู่การสวมสิทธิการจำนำ และการทุจริตในโครงการ อีกทั้งยังสร้างความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน แต่ผู้ถูกกล่าวหายืนยันดำเนินโครงการต่อ ทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ
นายวิชากล่าวว่า แม้ในขั้นนี้พยานหลักฐานยังไม่ปรากฏชัดเจนว่า ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมในการทุจริต หรือสมยอมให้เกิดการทุจริต แต่การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยยุติหรือยกเลิกโครงการเพื่อยับยั้งมิให้เกิดการทุจริตและความเสียหาย ซึ่งเป็นสภาพความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวที่ร้ายแรงที่สุดของประเทศ ทั้งที่ผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจหน้าที่ตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 11(1) ที่จะยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวได้ พฤติการณ์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงมีมูลความผิดฐานส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 178 และส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อพ.ร.บ.ระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 11 (1) เป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ ทั้งนี้นายกฯซึ่งมีอำนาจสูงสุดในการบริหารแผ่นดิน ต้องนึกถึงประโยชน์ และไม่ทำลายประโยชน์สุขของประชาชน แต่การที่นายกฯจะปฏิเสธไม่รับผิดชอบใดๆ เพราะเห็นว่า เป็นเรื่องครม.ทั้งชุดนั้น แม้จะอ้างได้ แต่ตัวนายกฯก็ต้องรับผิดและรับชอบด้วย เพราะถือว่า เมื่อมีโอกาสที่จะแก้ไขเพื่อหยุดยั้งความเสียหาย ไม่ให้ลุกลามก็ต้องทำทันที อย่างที่นายกฯในปัจจุบันมีนโยบายป้องกันทุจริต โครงการใดที่กระทบต่อการทุจริตอย่างเป็นกระบวนการ หรือเงินที่ต้องใช้จ่ายมโหฬารเรื่องงบประมาณ ท่านก็ไม่ดำเนินการต่อไป จึงจะเรียกได้ว่า สมกับเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินสูงสุด







