
ไทยไม่ติดฝุ่น วิกฤตหนี้โลก
8...
ทีมข่าวการเงิน
ปัญหาหนี้สาธารณะของโลกขณะนี้กำลังถูกปั่นเป็นพายุทอร์นาโดลูกใหญ่ลุกลามไปยังยุโรป
เรียกได้ว่าวิกฤตหนี้คือ
“อาฟเตอร์ช็อก” ของแฮมเบอร์เกอร์ไครซิสเมื่อในช่วงท้ายของปี 2552 ทุกชาติต่างเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในของตัวเองเพื่อ
“เขย่ง” ให้พ้นจากสถานการณ์เลวร้ายทุกฝ่ายเร่งฝีเท้าเพื่อให้พ้นจากวิกฤตการเงินที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ตะวันตกด้วยการทุ่มเทขาดดุลงบประมาณก้อนมหาศาล
สุดท้ายก็ไม่พ้นบ่วงหนี้ เริ่มจากกรีซ ลามไปยังสเปน โปรตุเกส และอังกฤษ
หากข้ามมาฝั่งเอเชียก็เริ่มเห็นเค้าลางของความหายนะจากประเทศญี่ปุ่น ที่ปั่นป่วนถึงขั้นต้องเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี
เมื่อชำแหละให้ลึกๆ จะเห็นว่าประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่มีตัวเลขหนี้สาธารณะหนักหนาสาหัสเกิน 3 หลัก หรือ 100% ทั้งสิ้น
ส่วนประเทศไทยยอดหนี้สาธารณะล่าสุดอยู่ที่ 4.1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 42% ของจีดีพีเท่านั้น
ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับต้นตอของวิกฤตหนี้สินในยุโรป อย่างกรีซที่มีหนี้สาธารณะสูงถึง 127%
แถมนักเศรษฐศาสตร์บางคนคาดการณ์ว่ากรีซอาจจะมีหนี้สาธารณะพุ่งสูงถึง 150% ของจีดีพีด้วยซ้ำ
พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินเกินพอดีทำให้กรีซมีหนี้สินจำนวนมหาศาลถึง 2.94 แสนล้านยูโร หรือ 4.34 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
กดเครื่องคิดเลขแล้วกรีซมีหนี้สาธารณะสูงถึง 14 ล้านล้านบาท
แน่นอนว่าหนี้สินส่วนหนึ่ง
“ทับถม” มาจากการคอร์รัปชัน อีกส่วนหนึ่งเกิดจากความสามารถในการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจของกรีซที่ลดลงส่งผลให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือเอสแอนด์พี ลดอันดับตราสารของประเทศเป็นพันธบัตรขยะ
วิกฤตของกรีซยังได้ลามปามไปสู่ประเทศโปรตุเกสและสเปน ซึ่งมีลักษณะที่มีหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณสูงกว่า 10% ของจีดีพี
โดยสเปนรั้งตำแหน่งประเทศที่มียอดขาดดุลงบประมาณที่ระดับ 11.4% ของจีดีพี
ขณะที่หนี้สาธารณะส่อแววพุ่งทะลุ 5 แสนล้านยูโร หรือประมาณ 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ บวกลบคูณหารแล้วเท่ากับ 22.7 ล้านล้านบาท
ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐ รายงานว่า ยอดหนี้สาธารณะล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 13 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 422 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในประวัติศาสตร์
คิดเป็นตัวเลขที่ประมาณ 90% ของจีดีพี และเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ย้ายกลับมามองประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างญี่ปุ่นก็ไม่น้อยหน้าสหรัฐ เมื่อกระทรวงการคลังญี่ปุ่นยอมรับว่าหนี้สาธารณะญี่ปุ่นปีงบประมาณ 2553 ซึ่งเริ่มในวันที่ 1 เม.ย. จะเพิ่มขึ้น 8% มาอยู่ที่ 973 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 10.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย 351 ล้านล้านบาท
ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากการใช้งบประมาณขาดดุลของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ต่อเนื่องยาวนาน
เห็นตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศในยุโรปและสหรัฐแล้วจะเห็นว่าประเทศไทยนั้นไม่น่าเป็นห่วง!!!
จึงไม่ต้องแปลกใจที่ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ครั้งล่าสุดของพรรคเพื่อไทย
ทีมเศรษฐกิจของฝ่ายค้านไม่สามารถเจาะยางงานของกระทรวงการคลังได้ กระทั่งนายกรณ์ต้องเปิดให้สังคมต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านเครือข่ายออนไลน์แทน
ฝ่ายค้านได้หยิบยกสถานการณ์หนี้สินของประเทศมาโจมตีว่ารัฐบาลนี้สร้างหนี้ก้อนโตด้วยการทำให้หนี้สาธารณะบานทะโร่ถึง 60% ของจีดีพี
ภายใต้เงื่อนไขการกู้เงินในโครงการไทยเข้มแข็ง ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งผ่านไปแล้ว และมีการเบิกจ่ายไปกว่า 50%
ส่วนการกู้รอบสองนั้นรัฐบาลตัดสินใจยกเลิก พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เนื่องจากไม่ไว้ใจเสียงจากวุฒิสภา ประกอบกับเสียงจากสังคมไม่ขานรับการกู้เงินก้อนใหญ่เกินไป
นายกรณ์ ยืนยันว่าหนี้สาธารณะของไทยแม้มี
“วงเงิน” เพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบสัดส่วนต่อจีดีพีแล้วลดลงอยู่ที่ 42% ของจีดีพีเท่านั้นเนื่องจากมูลค่าของเศรษฐกิจภายในประเทศ หรือจีดีพีนั้นเติบโตขึ้นในช่วงที่รัฐบาลเข้ามาบริหาร
เป็นความแตกต่างระหว่างยอดหนี้สาธารณะ 4 ล้านล้านบาท ในช่วงที่มูลค่าจีดีพีของประเทศอยู่ที่ 9 ล้านล้านบาท กับขณะนี้ที่วงเงินหนี้สาธารณะเท่ากัน แต่มูลค่าจีดีพีพุ่งไปอยู่ระดับ 10 ล้านล้านบาท
อาจจะดูเหมือนเป็นมายากลทางตัวเลข แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้วมีการนับยอดหนี้สาธารณะผ่านวิธีการนี้มาหลายสิบปี
อีกทั้งวิธีการนับหนี้สาธารณะของยุโรปและสหรัฐก็เป็นวิธีเดียวกับที่รัฐบาลไทยใช้อยู่
สาเหตุที่ต้องนำวงเงินหนี้สาธารณะมาเทียบกับมูลค่าจีดีพี เพื่อวัดว่าประเทศนั้นๆ จะมีปัญญาหาเงินมาใช้หนี้ได้หรือไม่
หากจีดีพีเติบโตน้อย หรือมีมูลค่าต่ำ ก็เปรียบเสมือนคนเป็นหนี้หัวโต แต่สำหรับประเทศไทยแล้วถือว่าเป็นระดับปกติ แม้คนในชาติจะหวาดกลัว แต่ต่างชาติที่มองเข้ามากลับจะดูไม่สะทกสะท้าน
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า เมื่อรัฐบาลยกเลิก พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทแล้ว ก็จะหันไปใช้การกู้เงินตาม พ.ร.บ.งบประมาณปกติที่เปิดช่องไว้ให้ รวมถึงการกู้เงินจากต่างประเทศ
ล่าสุด กระทรวงการคลังมีการลงนามในร่างสัญญากู้เงินธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี จำนวน 5,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างถนน 4 เลน ทั้งภาคเหนือ ใต้ และตะวันออก
ขณะที่อันดับเครดิตของประเทศไทยนั้นยังพบว่าไม่มีการปรับลดมุมมองแบบสะเทือนเลื่อนลั่น
ไม่ว่าจะเป็นเครดิตที่มองลอดแว่นมหาอำนาจแห่งวงการการเงินอย่าง เอสแอนด์พี หรือฟิทช์ เรทติ้งส์
แม้จะมีวิกฤตการณ์การเมืองที่รุนแรง ทำลายเศรษฐกิจของประเทศนับแสนล้านบาท อาจทำให้ประเทศไทยต้องกู้เงินเพื่อฟื้นฟูตัวเองเพิ่มขึ้น แต่เครดิตของไทยก็ยังไม่เสียหายอย่างยับเยิน
ด้วยขณะนี้แม้สถานการณ์หนี้ของไทยจะรุงรังตามคำบริภาษของคนที่เกลียดชังรัฐบาล แต่ต่างชาติจะดูที่
“รายได้” ของประเทศว่าเพียงพอหรือไม่ก็บังเอิญว่ารายได้ของประเทศไทยจากการส่งออกในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาส 2 กลับดีเกินคาด เติบโตเฉลี่ย 30% ด้วยซ้ำ
ขณะที่การส่งออกคิดเป็นมูลค่าถึง 70% ของรายได้ประเทศเข้าไปแล้ว
แม้การท่องเที่ยวจะเป็นจุดบอด ไม่ได้สร้างรายได้เลี้ยงคนในชาติอย่างที่ผ่านมา แต่ก็ดูเหมือนว่างานนี้ท่องเที่ยวน่าจะฟื้นตัวเร็วกว่าที่คิดไว้
ภายใต้เงื่อนไขว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะต้องไม่ออกมาเผาบ้านเผาเมืองอย่างช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา รับรองว่าฝรั่งยังไงก็กลับมา
ยิ่งนายกรัฐมนตรีออกมาแสดงท่าทีมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสเติบโตได้มากกว่า 6% ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นตัวลดแรงกดดันต่อปัญหาเศรษฐกิจไทยที่อาจได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนี้ในยุโรปได้เลย
จะมีก็เพียงเป็นห่วงว่าถ้าวิกฤตหนี้กลายเป็นโดมิโนลามไปยังยุโรปและสหรัฐ ทำให้เกิดปัญหาความเชื่อมั่นหรือคนตกงานอีก การส่งออกของไทยก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย
แต่หากสิ่งที่หลายฝ่ายกลัวไม่เกิดขึ้น เป็นการตื่นตระหนกไปเอง ก็ต้องบอกว่างานนี้ประเทศไทยมีโอกาสในการฟื้นตัวอย่างมาก
ปัญหาหนี้สาธารณะก็จะยิ่งกลายเป็นแค่กรวดในรองเท้า ที่ฝ่ายค้านคอยจ้องมาเล่นงานรัฐบาลเท่านั้น
ขณะที่ในด้านพื้นฐานแล้วโครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยแทบจะไม่ระคายเลยด้วยซ้ำ
ยกเว้นจบฟุตบอลโลกเดือน ก.ค.แล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงจะกลับมาสร้างปัญหาให้รัฐบาลปั่นป่วน
แถมเคราะห์ซ้ำด้วยปัญหาวิกฤตโลกยืดเยื้อลุกลาม
ถ้าอย่างนี้ก็ตัวใครตัวมัน!!!







