
ศก.-อสังหาฯได้แค่ประคองตัว
นักวิชาการชี้เศรษฐกิจ-อสังหาฯ ปีนี้อย่างดีแค่ประคองตัว หวั่นปัญหาการเมืองในประเทศวุ่นหนักปลายปี
นักวิชาการชี้เศรษฐกิจ-อสังหาฯ ปีนี้อย่างดีแค่ประคองตัว หวั่นปัญหาการเมืองในประเทศวุ่นหนักปลายปี
นายมานพ พงศทัต อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ยังไม่ดีขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากมีปัจจัยลบมารุมเร้า ทั้งจากปัญหาทางการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะประเด็นที่รัฐบาลต้องทำให้ได้ตามสัญญา คือจัดการเลือกตั้งให้เกิดขึ้นภายใน 1 ปี หากเลื่อนออกไปเชื่อว่าจะมีปัญหาความรุนแรงทางการเมืองตามมา
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องการลงทุนของรัฐบาลที่ทำได้ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ อาทิ โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ยังติดปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ร่วมทุนรัฐและภาคเอกชนที่กำหนดว่าหากวงเงินก่อสร้างภาครัฐและเอกชนมีมูลค่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป เป็นตัวขวาง จึงควรชะลอการใช้ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวออกไปเป็นระยะเวลา 5-10 ปี หากต้องการให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมดำเนินงานกับภาครัฐมากขึ้น เช่น การสร้างโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ใหม่ อย่าง เซาเทิร์น ซีบอร์ด ทางภาคใต้ หรือโครงการการขุดคอคอดกระ เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาเรื่องภาคส่งออกที่ย่ำแย่ เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลกไม่ดี ค่าเงินบาทรวมถึงค่าเงินหลายสกุลอ่อนค่าลง อีกทั้งการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปลายปียังไม่เอื้อในทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากนัก เนื่องจากต้องการดูท่าทีการเมืองในประเทศไทยว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งยังดีที่กลุ่มทุนต่างชาตินั้นยังไม่มีการถอนลงทุนไป แต่ก็ยังไม่มีการลงทุนเพิ่ม
สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ถือว่ามีการแข่งขันสูงมากขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการรายใหญ่จะมาแย่งผู้ประกอบการรายขนาดกลางและเล็กทำตลาด ซึ่งรายใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีข้อได้เปรียบเนื่องจากได้ลดภาษี แต่รายเล็กไม่ได้รับอานิสงส์ดังกล่าว ซึ่งจะทำให้มีแต่รายใหญ่ผูกขาดตลาด ภาครัฐควรจะต้องสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถแข่งขันได้ด้วย ขณะที่รูปแบบการแข่งขันของคอนโดมิเนียมนั้นยังคงรุนแรงแรงขึ้น โดย 60-70% เป็นการซื้อเพื่อลงทุนและให้เช่า ในจำนวนดังกล่าว 10% เป็นการเก็งกำไร ซึ่งที่เหลือ 30% เป็นกลุ่มที่อยู่อาศัยจริง
ด้าน นายอนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2558 จะฟื้นตัวดีขึ้นกว่าปี 2557 อย่างแน่นอน เนื่องจากได้ปัจจัยบวกจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มกลับมา แต่ก็ยังติดปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนยังสูงอยู่ และหากรัฐบาลจะนำภาษีใหม่ๆ มาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ควรจะต้องผ่านการทำประชาพิจารณ์มากกว่านี้ เนื่องจากจะส่งผลกระทบกับคนในวงกว้าง
“เหตุที่รัฐบาลต้องการเก็บภาษีเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นภาษีที่ดิน ภาษีมรดก รวมไปถึงภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลมีรายได้ต่ำกว่าเป้าถึงกว่า 1 แสนล้านบาท จึงต้องการหารายได้จากการเก็บภาษีเพิ่ม แต่ทั้งนี้ต้องมั่นใจก่อนว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่ คสช.ต้องทำให้ได้ตามสัญญากับประชาชนไว้ว่าจะอยู่บริหารประเทศในกรอบเวลาที่กำหนด และมีการจัดการเลือกตั้งใหม่” นายอนุสรณ์ กล่าว
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้ความเห็นว่า ดอกเบี้ยในปี 2558 นั้นมีโอกาสปรับขึ้นได้ในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากคาดว่าเงินเหรียญสหรัฐจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น หลังจากเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นโดยจะขยายตัวมากกว่า 3% ขณะเดียวกันอัตราการว่างงานก็ลดลง การจ้างงานเพิ่มขึ้น ทำให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนและไปถือเงินเหรียญสหรัฐมากขึ้นด้วย ส่วนยุโรปและญี่ปุ่นได้เริ่มใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย นอกจากนี้ยังไม่มีแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ อีกทั้งราคาน้ำมันก็ปรับตัวลดลง คาดว่าตัวเลขจีดีพีทางเศรษฐกิจของไทยจะขยายได้อย่างต่ำที่ 4-5%
สำหรับภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์น่าจะเติบโตมากในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม เนื่องจากเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องคอคอดกระ ในภาคใต้ ที่มีการหยิบยกมาพูดถึงในรัฐบาลรักษาการนี้อีกครั้ง แต่ประเด็นดังกล่าวเชื่อว่าเป็นผลประโยชน์แอบแฝงทางการเมืองระหว่างประเทศ หากมีการก่อสร้างโครงการดังกล่าวจริง
ด้าน นายวสันต์ เคียงศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธารารมณ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้จะปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนประมาณ 5% เนื่องจากปีที่ผ่านมามีปัจจัยลบมา
รุมเร้าอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาทางการเมืองภายใน แต่ในปีนี้ปัญหาดังกล่าวคลี่คลายไปในทางที่ีดีขึ้น อัตราดอกเบี้่ยยังต่ำและราคาน้ำมันยังปลดลง ซึ่งส่งผลดีทางด้านจิตวิทยา







