posttoday
‘ปากบารา-แลนด์บริดจ์’ ไม่คุ้มค่า-ทำร้ายภาคใต้

‘ปากบารา-แลนด์บริดจ์’ ไม่คุ้มค่า-ทำร้ายภาคใต้

06 มกราคม 2558

ภายหลัง จุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมเจ้าท่า ยืนยันว่า ประชาชน จ.พัทลุง สตูล สงขลา ยะลา นราธิวาส และปัตตานี จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา ท่าเรือสงขลา 2 รวมถึงสะพานเศรษฐกิจ (แลนด์บริดจ์) พร้อมทั้งแสดงท่าทีผลักดันและส่งสัญญาณว่าหากโครงการไม่เกิดขึ้นใน 3-4 ปีนี้ จะไม่คุ้มค่าการลงทุน

ภายหลัง จุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมเจ้าท่า ยืนยันว่า ประชาชน จ.พัทลุง สตูล สงขลา ยะลา นราธิวาส และปัตตานี จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา ท่าเรือสงขลา 2 รวมถึงสะพานเศรษฐกิจ (แลนด์บริดจ์) พร้อมทั้งแสดงท่าทีผลักดันและส่งสัญญาณว่าหากโครงการไม่เกิดขึ้นใน 3-4 ปีนี้ จะไม่คุ้มค่าการลงทุน

นักวิชาการ ภาคประชาสังคม รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ ได้แสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือไม่เห็นด้วยและพร้อมที่จะเคลื่อนไหวคัดค้าน

สมบูรณ์ คำแหง เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนา จ.สตูล บอกว่า หากกรมเจ้าท่าผลักดันโครงการทั้งหมด จะทำให้ จ.สตูล และพื้นที่ใกล้เคียงเกิดปัญหา วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลง ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพังทลายลง

นั่นเพราะการสร้างท่าเรือปากบาราจำเป็นต้องเวนคืนที่ดินในอุทยานแห่งชาติเภตรารวมแล้ว 4,734 ไร่ รวมถึงต้องระเบิดภูเขาในจังหวัด 7-8 ลูก เพื่อจะนำดินมาถมกลางทะเล ยังไม่นับการขุดขี้ตะกอนในทะเลอีกกว่า 1 ล้านคิวไปเททิ้งกลางทะเล ซึ่งไม่มีใครรับประกันได้ว่าตะกอนเหล่านั้นจะไม่ถูกซัดเข้าชายฝั่ง สร้างความเสียหายต่อธรรมชาติทางทะเล

“ชาวประมงก็ต้องมาเป็นคนงานในโรงงาน ที่ดินก็ถูกเวนคืน แหล่งท่องเที่ยวทั้งเกาะหลีเป๊ะ ตะรุเตาต้องถูกทำลาย มลพิษจากเขตอุตสาหกรรมจะเข้าสู่พื้นที่ทันที” สมบูรณ์ ให้ภาพความเปลี่ยนแปลง ของพื้นที่และย้ำว่ายังจะคัดค้านโครงการนี้ต่อไป

สอดคล้องกับ อาภา หวังเกียรติ ผู้ช่วยคณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ระบุว่า ทิศทางการพัฒนาเช่นนี้ไม่เหมาะกับภาคใต้ เนื่องจากภาคใต้มีความสวยงามอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรทั้งบก ชายฝั่ง และทะเล จึงควรจะเน้นการพัฒนาท่องเที่ยวและแหล่งอาหารทางทะเลของไทยและโลกที่ยั่งยืนมากกว่า

“ทางเศรษฐศาสตร์ก็ไม่คุ้มค่าแล้ว ต้องถามว่าลงทุนเป็นหลายหมื่นล้านเมื่อใดรัฐจะคืนทุน มีเอกสารหลายชิ้นบอกว่าถ้าจะให้คุ้มค่าต้องมีอุตสาหกรรม การที่กรมเจ้าท่าอาจจะประกาศว่าไม่มีโรงงานนั้น คงเฉพาะส่วนของกระทรวงคมนาคม แต่ไม่สามารถไปห้ามกระทรวงอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรม หรือเอกชนที่จะมาลงทุนได้ แม้แต่โครงการท่อก๊าซไทยมาเลย์เคยมีมติ ครม.ว่าจะไม่มีอุตสาหกรรม ก็ไม่เป็นจริง” อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมเทียบเคียงชัด

สำหรับสาเหตุที่กรมเจ้าท่าเลือกผลักดันในช่วงเวลานี้ อาจารย์อาภา วิเคราะห์ว่า ที่ผ่านมากรมเจ้าท่าพยายามผลักดันมาโดยตลอดแต่ติดขัดเรื่องงบประมาณกว่า 3 หมื่นล้านบาท แต่ปัจจุบันรัฐบาล
ไฟเขียวและเปิดช่องทางด่วนการพัฒนาและเมกะโปรเจกต์ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะอนุมัติให้กู้เงินมาลงทุน

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ซึ่งติดตามโครงการดังกล่าวมาโดยตลอด ให้ความเห็นว่า หัวใจสำคัญที่ผู้บริหารประเทศต้องกำหนดให้ชัดคือพื้นที่ฝั่งอันดามันในอีก 50 ปี หรือ 100 ปีข้างหน้าจะเป็นอะไร จะเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวหรือพื้นที่อุตสาหกรรม หากต้องการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นเวิลด์คลาสเดสทิเนชั่น ก็ไม่ควรมีท่าเรือ และต้องรักษาพื้นที่ตั้งแต่ จ.ระนอง ไปจนถึง จ.สตูล เอาไว้

นพ.สุภัทร กล่าวว่า การสร้างท่าเรือต้องสร้างห่างจากฝั่ง 4 กิโลเมตร มีการถมทะเลนับร้อยไร่ ต้องเวนคืนพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเพตรา ซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเลนับพันไร่ และเรือใหญ่ที่มาเทียบท่า ต้องวิ่งผ่านหมู่เกาะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งก็มีโอกาสเสี่ยงจะเกิดความเสียหายได้

“ในมุมมองของนักกิจกรรมในภาคใต้ เราไม่ต้องการให้สร้างท่าเรือที่ปากบารา ไม่ต้องการโรงไฟฟ้ากระบี่ และต้องการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพราะเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้แก่คนในพื้นที่จำนวนมาก ต่างจากอุตสาหกรรมที่มีเพียงนักอุตสาหกรรมไม่กี่คนที่ได้ประโยชน์” นพ.สุภัทร ระบุ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ