
"ฆ่าตัวตาย" โศกนาฎกรรมรายวันที่ต้องปฏิรูป
ถึงเวลาผลักดันปัญหาการฆ่าตัวตายของคนไทยให้เป็น"วาระแห่งชาติ"
ถึงเวลาผลักดันปัญหาการฆ่าตัวตายของคนไทยให้เป็น"วาระแห่งชาติ"
ในวันที่สารพัดปัญหาถาโถมเข้ามาจากทุกทิศ ทั้งหนี้สินรุงรัง โรคร้ายคุกคาม ความเครียดสะสมพอกพูนจนมีปากเสียงทะเลาะเบาะแว้งกับคนรอบข้าง เหลียวมองไปทางไหนก็ไร้ที่พึ่ง ไร้ซึ่งความหวัง เมื่อสถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด ทางออกสุดท้ายของใครบางคนคือตัดสินใจปลิดชีพตัวเองไปให้พ้นจากโลกอันแสนโหดร้ายใบนี้
อัตวินิบาตกรรมรายวัน
เมื่อเร็วๆนี้ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ปัจจุบันมีคนไทยเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมากกว่า 3,900 คนต่อปี เฉลี่ยเดือนละ 328 คน วันละ 12 คน หรือ 1 ศพในทุกสองชั่วโมง สาเหตุของการฆ่าตัวตายอันดับหนึ่งคือความสัมพันธ์ในครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจ และเจ็บป่วยเรื้อรัง ช่วงอายุที่พบการฆ่าตัวตายมากที่สุด คือผู้ใหญ่วัย 40-44 ปี รองลงมาคือ อายุ 30-34 ปี อายุต่ำสุดที่พบมีการฆ่าตัวตายคือ เด็กอายุ 10 ขวบ ขณะที่อายุสูงสุดคือ 105 ปี ช่างเป็นสถิติที่น่าตกใจยิ่ง
สอดคล้องกับข่าวที่ปรากฎอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ตลอดปีที่ผ่านมา ตอกย้ำให้เห็นว่าปัญหาการฆ่าตัวตายยังคงเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของสังคม ตั้งแต่ข่าวตำรวจไทยฆ่าตัวตายสูงกว่าอาชีพอื่น (ระหว่างปี 2551-2556 มีจำนวน 172 นาย โดยปี 2555 เกิดมากที่สุดถึง 47 นาย) นำไปสู่การเปิดสายด่วน 1599 ให้คำปรึกษาแก่ตำรวจ ชาวนาชาวสวนยางผูกคอตายเพราะพิษเศรษฐกิจ พิษรักแรงหึงของคู่รัก ลูกน้อยใจพ่อแม่ จนกระทั่งเหตุการณ์ฆ่าตัวตายยกครัว 5 ศพ ยังไม่นับอีกหลายรายที่ไม่เป็นข่าว
นพ.ประภาส อุครานันท์ ผอ.รพ.จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ เผยว่า ปัญหาการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องที่สังคมไม่สามารถปล่อยปะละเลยได้
"แม้ปัญหาชีวิตจะไม่หนักหนาสาหัสมากนัก แต่ถ้าคนนั้นตกอยู่ในภาวะอารมณ์เศร้า เปราะบาง ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีใครให้ปรึกษาพูดคุย ความทุกข์กังวลก็จะกระทบกระเทือนต่อจิตใจมากกว่าคนปกติ เสี่ยงต่อการคิดสั้นฆ่าตัวตาย อีกส่วนหนึ่งมาจากภาวะวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ แล้วก่อเหตุด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
คำแนะนำคือใครที่มีคนใกล้ตัวอยู่ในภาวะเครียด ซึมเศร้า ควรเอาใจใส่หาโอกาสพูดคุย รับฟังปัญหา แม้ว่าปัญหานั้น เราจะช่วยไม่ได้ แต่การได้ระบายพูดคุยกับใครสักคน ก็อาจทำให้เขามีกำลังใจต่อสู้ และพร้อมจะรับมือกับปัญหา สัญชาตญาณของมนุษย์ทุกคนรักตัวเอง ไม่มีใครอยากทำร้ายตัวเองหรอก ถ้าเราใส่ใจคนใกล้ตัวกัน ดูแลกันอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ปัญหาการฆ่าตัวตายลดน้อยลง"
เบื้องลึกที่คนไม่ค่อยรู้
ต่อไปนี้คือเกร็ดน่าสนใจที่คนมักไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับปัญหาการฆ่าตัวตาย ผ่านการวิเคราะห์ พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต
ข่าวฆ่าตัวตายก่อให้เกิดการเลียนแบบ องค์การอนามัยโลกระบุว่า ผลกระทบจากการนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายผ่านสื่อต่างๆ หากเป็นคนดังฆ่าตัวตายจะเกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Copy Cat อาจทำให้แฟนคลับ หรือคนที่ชื่นชมในตัวคนผู้นั้นรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก เสี่ยงต่อฆ่าตัวตายตามบุคคลอันเป็นที่รักได้ อีกกลุ่มคือคนที่มีความทุกข์กังวลอาจมองว่าการฆ่าตัวตายเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหา เช่น เคยมีเหตุการณ์คนกระโดดตึกตายต่อเนื่องรายวัน โดยลอกเลียนจากข่าวที่ออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"ข้อควรระวังสำหรับสื่อมวลชนคือ หนึ่ง ไม่ควรนำเสนอวิธีการฆ่าตัวตายอย่างละเอียด เช่น การรมแก๊สเพื่อฆ่าตัวตาย หนังสือพิมพ์บางฉบับบรรยายชัดเจนว่าต้องปิดหน้าต่างให้มิดชิด เปิดแก๊สเป็นเวลานานเท่าไหร่ บางเคสฆ่าตัวตายด้วยการใช้สารเคมี ก็มีการอธิบายอย่างละเอียดว่าใช้สารเคมีตัวใด ยี่ห้ออะไร ปริมาณเท่าไหร่ สอง ไม่ควรนำเสนอข่าวฆ่าตัวตายไปในทางที่แสดงให้เห็นว่าผู้กระทำนั้นเด็ดเดี่ยว ใจถึง เพราะคนที่ปลิดชีพตัวเองอาจถูกมองว่าเป็นฮีโร่ สาม อย่าใส่อารมณ์ความรู้สึกลงเยอะจนเกินไปจนแยกไม่ออกว่าคือข้อเท็จจริงหรือนิยาย ผู้อ่านที่กำลังรู้สึกว่าตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน สี่ สื่อโทรทัศน์ไม่ควรฉายภาพเหตุการณ์ซ้ำไปซ้ำมาเป็นเวลานาน สุดท้ายการมีสมาชิกในครอบครัวฆ่าตัวตาย คนที่ยังอยู่จะได้รับผลกระทบอย่างแสนสาหัส ฉะนั้นการไปสัมภาษณ์ด้วยคำถามบางคำถามไม่ต่างอะไรกับตอกย้ำซ้ำเติม”
วิธีการปลิดชีพยอดนิยมของคนไทย วิธีการฆ่าตัวตายอันดับหนึ่งของคนไทยคือแขวนคอ รองลงมาคือกินยาฆ่าแมลง และใช้อาวุธปืน โดยพื้นฐานแล้วไม่มีใครอยากเจ็บตัว จึงเลือกวิธีที่ทรมานน้อยที่สุด ส่วนใหญ่มักมองหาสิ่งของใกล้ตัว เช่น เกษตรกรฆ่าตัวตายด้วยการกินยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช ตำรวจคว้าปืนจ่อขมับลั่นไก บางประเทศเมืองหนาวใช้วิธีรมแก๊สในรถ หรือในอพาร์ตเมนต์
ฆ่ายกครัว กรณีศึกษาใหม่ที่น่าเป็นห่วง โดยปกติ การฆ่าตัวตายที่จะสร้างความสนใจให้สังคมได้มีเพียงแค่คนดัง คนบางคนหรืออาชีพบางอาชีพที่ไม่น่าฆ่าตัวตาย เช่น คนที่กำลังรุ่ง ประสบความสำเร็จ หมอ พระสงฆ์ เป็นต้น การฆ่าตัวตายด้วยวิธีแปลกพิสดาร และการฆ่าตัวตายที่ไม่ได้ฆ่าตัวเองคนเดียว แต่ฆ่าผู้อื่นไปด้วยในคราวเดียวกัน
"การฆ่ายกครัวถือเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างมากในปีที่ผ่านมา หลายเคสมีชีวิตปกติดี แต่พอเจอภาวะกดดันบีบคั้นสุดๆ จึงตัดสินใจอย่างทันทีทันใด โดยเฉพาะกรณีข่าวฆ่าตัวตายยกครัว 5 ศพ เทศกาลก็ถือเป็นตัวกระตุ้น เช่น ช่วงปีใหม่ ทุกคนมีความสุข ไปที่ไหนเจอแต่คนเฉลิมฉลอง มีสตางค์พาครอบครัวไปเที่ยว แต่ตัวเองตกอับ ทำให้คนที่ทุกข์สะสมต่อเนื่องมีความเสี่ยงที่จะคิดสั้น"
ฆ่าตัวตายผ่านโซเชียล สมัยก่อนมีแต่เว็บไซต์เชื้อเชิญคนให้มาเป็นสาวกในลัทธิแล้วนัดฆ่าตัวตายหมู่ แต่ปัจจุบันโซเชียลมีเดียกลายเป็นช่องทางนำเสนอความคลั่งส่วนบุคคล การประกาศว่าจะฆ่าตัวตาย หรือลงมือทำร้ายตัวเองผ่านโซเชียลมีเดียจะผสมผสานกันระหว่างอารมณ์เรียกร้องความสนใจกับร้องขอความช่วยเหลือ ทั้งที่ลึกๆในใจอาจไม่คิดจะทำ ทว่าฟีดแบ็กที่กลับมามันไม่ใช่ความเห็นอกเห็นใจ แต่เป็นเสียงเชียร์ ยั่วยุ กระหน่ำซ้ำเติม ฉะนั้นความคิดที่จะฆ่าตัวตายอาจสำเร็จก็ได้ในที่สุด
สายด่วนสุขภาพจิตได้ผลจริงหรือ? ปัจจุบันมีสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตผ่านทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือกำลังประสบปัญหาวิกฤตในชีวิตได้อย่างรวดเร็ว ทันทีทันใด เข้าถึงได้ง่าย และประหยัดเวลา
"ทุกวันนี้มีคนโทรเข้ามาเดือนละ 20,000-3,000 ครั้ง ใน 30 คู่สาย ถือว่าเยอะมากจุดแข็งของการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์คือสะดวก สำหรับบางคนที่ไม่พร้อมที่จะเดินมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล รวมถึงคนทุกข์ใจที่บางสถานการณ์อาจต้องการใครสักคน ที่สำคัญไม่ต้องเปิดเผยหน้าตา ชื่อเสียงเรียงนาม จุดอ่อนคือเป็นการให้คำปรึกษาที่ไม่ได้เห็นหน้าค่าตากัน ขาดการสังเกตพฤติกรรมสีหน้าท่าทาง ภาษากาย ไม่เหมือนมาพบแพทย์ในคลีนิก ซึ่งไม่สามารถใช้เวลาในการบำบัดเยียวยาได้อย่างต่อเนื่อง"
"โรคซึมเศร้า"เอาชนะได้
โรคซึมเศร้าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยคิดสั้นฆ่าตัวตายได้ มากกว่าครึ่งของผู้ที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายล้วนเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าแต่ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
ดีเจเคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร ผู้เคยมีประสบการณ์ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าถึงขั้นลงมือฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ บอกว่า
"ความคิดฆ่าตัวตายเป็นอาการป่วยชนิดหนึ่งที่มีสาเหตุมาจากโรคซึมเศร้า ยามปกติไม่มีใครอยากฆ่าตัวตายหรอก แต่เมื่ออยู่ในภาวะซึมเศร้า ไม่ต้องมีปัญหาอะไรเลยมันก็เศร้า คิดว่าชีวิตตัวเองนั้นไร้ค่า ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีภาคภูมิใจในตัวเอง เบื่อจนอยากตายไปให้พ้นๆ ทั้งที่บางคนบ้านรวย มีพร้อมทุกอย่าง ความทุกข์มันสะสมไปเรื่อยๆ พอไประบายให้เพื่อนฟังก็โดนด่ากลับว่าไอ้โง่ ไอ้คนใจเสาะ หารู้ไม่ว่าเพื่อนกำลังต้องการที่พึ่ง เมื่อไม่มีทางออก ปลายทางสุดท้ายของโรคซึมเศร้าคือการฆ่าตัวตาย"
สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ อาการของคนที่เริ่มตำหนิตัวเอง ด่าตัวเอง โทษตัวเอง กูเกิดมาทำไม กูมันไม่มีค่า เริ่มเก็บตัวไม่ออกไปไหน หมดเรี่ยวหมดแรง ไม่มีกะจิตกะใจทำอะไร การเริ่มตำหนิตัวเองเป็นสัญญาณอันตรายที่สุด"
ดีเจเคนโด้ บอกว่าคนที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้า จงกล้าหาญที่จะเดินไปขอคำปรึกษาจากแพทย์ เพื่อรับเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง
"โรคซึมเศร้ารักษาให้หายขาดได้ ไม่ต้องอาย ถ้าคุณคิดว่ามีอาการผิดปกติไม่ไหวแล้ว เดินไปหาหมอเลย คนส่วนใหญ่ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าไม่รู้ว่าตัวเองป่วย หากปล่อยไว้นานๆ ไม่ได้รักษา ก็จะส่งผลให้คนไข้มีความคิดที่จะฆ่าตัวตายได้ ผมอยากจะปฏิวัติทัศนคติที่มีต่อคำว่าจิตเวช ทำไมต้องกลัวกันนักหนา พูดถึงจิตแพทย์คนแม่งกระเจิงกันหมดเลย
วันนี้จิตแพทย์ จิตเวช ไม่ใช่ความน่ากลัว แต่มันคือความสวยงามในการทำให้เราตาสว่าง ได้รู้จักตัวเอง ทำให้เราหายป่วย ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ผู้ป่วยหลายคน ญาติพี่น้องครอบครัวไม่เข้าใจคิดว่าไอ้นี่ ขี้เกียจจัง นอนแม่งทั้งวัน ขลุกอยู่แต่ในห้อง มันเพี้ยน ด่าอยู่นั่น บางคนโรคซึมเศร้ากัดกร่อนซึมลึกมาเป็นสิบๆ ปี คิดฆ่าตัวตาย มา 5-6 ครั้ง ไม่มีใครพาไปรักษา สุดท้ายก็ได้ตายสมใจ วันนี้ทุกคนต้องสำรวจตัวเอง โรคจิตเวชทุกคนเป็นได้ ขอแนะนำให้พาตัวเองเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างกล้าหาญ ป่วยได้ก็รักษาหายได้"
ที่ผ่านมา ยังมีคนไทยจำนวนนับล้านที่ไม่รู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคจิตเวช ยิ่งไปกว่านั้นกลับไม่กล้าที่จะเดินเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างถูกต้อง โรคซึมเศร้าที่ควรรักษาให้หายขาดได้จึงเรื้อรังบานปลายจนนำไปสู่การฆ่าตัวตายไม่จบสิ้น







