
เปิดใจ 'ผู้หญิงแนวหน้า ' กว่าจะเป็นตำรวจปราบจลาจล
8...อิทธิกร เถกิงมหาโชค
10 มิ.ย. 2553 คือวันแรกที่เหล่าสาวๆ ทั้ง 95 คน ที่ได้บรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ
“ปราบจลาจลหญิง” หรือ ปจ.หญิง สังกัดกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (บก.อคฝ.) และถือเป็นรุ่นที่ 2 ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ที่จะก้าวมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับ ปจ.ชาย ในสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองใน กทม.นอกจากภาระหน้าที่ใหม่ที่สาวๆ ต้องเรียนรู้กับงานควบคุมฝูงชนแล้ว ยังต้องแบกความคาดหวังของสังคมที่มีต่อ ปจ.หญิง ว่า จะลดภาพความดุดันในการรักษาความปลอดภัยการชุมนุมต่างๆ ได้แค่ไหนกัน
“
ดอกไม้เหล็ก” กลุ่มนี้รู้ดีว่าอนาคตและวิถีชีวิตพวกเธอจะต้องเปลี่ยนแปลงไป หลังทิ้งยูนิฟอร์มสาวออฟฟิศมาสวมชุดสีกากีคอพับ สลับกับใส่ชุดเวบสีน้ำเงินเข้มติดตรา “อุณาโลม” ที่แขนเสื้อ 2 ข้าง ยืนฝึกใช้โล่ กระบอง พร้อมยืนเรียงแถวประจันหน้ากับผู้ชุมนุมนั่นหมายถึงทั้งชีวิตและจิตใจได้หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของตำรวจ 191 สมบูรณ์แบบ
กมลรัตน์ รัตนดี หรือ อุ๋ย สาวร่างสูงวัย 24 ปี ที่สลัดเครื่องแบบครูธุรการโรงเรียนเอกชน ใช้วุฒิด้านบัญชี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มาสอบตำรวจ และก็สร้างฝันได้สำเร็จ แม้จะมาสอบครั้งที่ 2 ก็ตาม
อุ๋ย ตั้งใจและเตรียมพร้อมเต็มที่ มั่นใจว่าทำได้ ทั้งคุณแม่ที่เป็นครู และ ร.ต.อ.พร้อมศักดิ์ รัตนดี รองสารวัตรจราจร สน.โคกคราม ในฐานะพี่ชาย ต่างปลื้มในตัวน้องสาวคนนี้ กมลรัตน์ ยอมรับว่าเหตุที่หันเหมาสวมเครื่องแบบ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแรงผลักดันจากทางบ้าน แต่เธอเองก็ชอบ
“เครื่องแบบ” เป็นทุนอยู่แล้ว ยิ่งมียศนำหน้าก็ยิ่งรู้สึกภูมิใจ คิดว่าเดินถูกทางแล้วที่หันมารับราชการ ไม่ต้องกลัวตกงานแน่นอนที่สุด หลังสั่งสมประสบการณ์จะสอบเลื่อนชั้นเป็นตำรวจ
“สัญญาบัตร” ติดดาวให้คนทางบ้านได้ปลื้มกันอีกครั้ง“
อุ๋ยอยากเป็นนายพลหญิงนะ ถ้าไม่ฝันสูงเกินไปก็อยากก้าวไปให้ถึง ผบ.ตร.หญิงคนแรกเลยก็ได้ แต่ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุดก่อน” สิ่งนี้คือฝันสูงสุดของผู้หมู่อุ๋ยจากเมืองสารคามข้อมูลฝ่ายกำลังพล บช.น. ระบุว่า สาวๆ ทั้ง 95 คน จะแยกไปอยู่กองกำกับการอารักขา 1 จำนวน 69 นาย ที่เหลือ 26 นาย ไปอยู่กองกำกับการอารักขา 2 และต้องฝึกปรับสภาพการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อีก 6 เดือน ก่อนจะปฏิบัติหน้าที่จริง...
ค่าตอบแทน ปจ.หญิง สมน้ำสมเนื้อพอสมควรในอัตรา 12,390 บาท แยกเป็นเงินเดือน 7,890 บาท รวมกับค่าครองชีพชั่วคราว 1,500 บาท แต่จะมีเงินเพิ่มประจำตำแหน่งอีก 3,500 บาท เมื่อลงประจำกองกำกับฯ เรียบร้อยแล้ว
ยังไม่รวมค่าสิทธิรักษาพยาบาลทั้งของตนเองและครอบครัวที่เบิกได้ตลอดอายุราชการ
นวลฉวี ศรีบาง หรือ ฟาง สาวร่างเล็กจากพระนครศรีอยุธยา วัย 23 ปี บอกว่า คุณพ่อเป็นตำรวจอยู่ที่ สภ.บางปะอิน จึงซึมซับความเป็นตำรวจมาตั้งแต่เด็ก ใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจมานานแล้ว พอเปิดสอบตำรวจ ปจ.หญิง จึงสมัครสอบอีกเป็นครั้งที่ 2 ก็ได้เป็นตำรวจสมใจ
“
อยากจะบอกกับประชาชนว่า ตำรวจไม่ได้เห็นประชาชนเป็นศัตรู ทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน มีอะไรน่าจะคุยกันทำความเข้าใจ เพียงแต่ความคิดต่างกันเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องโกรธเกลียดกัน ตำรวจมีหน้าที่ควบคุมไม่ให้เรื่องบานปลาย” นวลฉวี ระบุผู้บังคับบัญชาเองก็เข้าใจในเรื่องนี้ดี พล.ต.ต.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบก.อคฝ. กล่าวว่า ปจ.หญิง จะได้รับการฝึกปรับสภาพให้เป็นตำรวจเสียก่อน 6 เดือน หลังจากนี้ต้องผ่านการอบรมหลักสูตร
“ชัยยะ” คือการดำรงชีพในสถานการณ์ลำบาก ต้องรู้ยุทธวิธีรบในเมือง รวมทั้งการอารักขาบุคคลสำคัญ และการควบคุมฝูงชน เพื่อเตรียมปฏิบัติหน้าที่นี้โดยตรง เชื่อว่ากำลังพลพวกเธอสามารถทำหน้าที่ได้ดีไม่แพ้ผู้ชายผู้การฯ ภัคพงศ์ กล่าวว่า ผู้ชุมนุมกลุ่มต่างๆ มักใช้ยุทธวิธีให้คนแก่ เด็ก และผู้หญิงเป็นโล่มนุษย์ หากใช้ตำรวจ ปจ.ชาย ปะทะคงเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ตำรวจ ปจ.หญิง จึงเหมาะสมที่สุดกับงานนี้ และต้องยอมรับว่า ปจ.หญิง มีความอดทนมาก หากเป็นผู้หญิงอื่นก็คงถอดใจไปแล้ว
“
เรื่องของความสวยงาม ชีวิตความเป็นอยู่ไม่ต้องพูดถึง เวลาปฏิบัติหน้าที่ไม่มีเวลาสนใจ มีแค่ถุงนอนก็นอนได้แล้ว บนพื้นถนนก็นอนได้ รู้หน้าที่ มีวินัย เพราะต้องถูกฝึกมาหนักไม่ต่างกับ ปจ.ชาย ซึ่งทุกคนพยายามทำดีที่สุด” พล.ต.ต.ภัคพงศ์ กล่าวประเด็นที่ ปจ.หญิง ต้องเรียนรู้และปรับเปลี่ยนแนวคิด คือ ต้องใส่ใจปัญหาเรียกร้องสิทธิต่างๆ สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย และมองให้เห็นถึงความทุกข์ยากของประชาชน เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันได้ในมุมคิดที่แตกต่าง...







