
สอท.เตรียมพบธปท.ชงตรึงดอกเบี้ยถึงปลายปี
โพสต์ทูเดย์
— ส.อ.ท. เสนอ ธปท.ตรึงดอกเบี้ยถึงปลายปี ชี้ไม่อยากเพิ่มทุนผู้ประกอบการหลังราคาสินค้าเริ่มสูงขึ้นนายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 15 มิ.ย.นี้ ส.อ.ท.จะเข้าพบกับผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยจะเสนอให้ ธปท.พิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (อาร์พี) ที่ 1.25% ไปจนถึงปลายปี 2553 เพื่อช่วยเหลือต้นทุนของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมไม่ให้สูงขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เนื่องจากในปัจจุบันลูกค้าจากต่างประเทศจำนวนมากระบุว่าสินค้าของไทยแพงมากเมื่อเทียบกับจีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย แต่ที่ลูกค้ายังสั่งซื้อเพราะคุณภาพสินค้าและฝีมือแรงงานดี ดังนั้นจึงไม่อยากให้ต้นทุนการผลิตจากอัตราดอกเบี้ยมาเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจในช่วงนี้
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาธุรกิจไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆจำนวนมากทั้งเรื่องของวิกฤติราคาน้ำมันที่ปรับราคาสูง วิกฤติการเงินของสหรัฐ การแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยน และการชุมนุมประท้วงทางการเมืองในประเทศ ซึ่งหากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะนี้จะทำให้ซ้ำเติมภาคธุรกิจในเรื่องของต้นทุนการผลิตและการขายสินค้าได้ลำบาก
ขณะเดียวกันจะเสนอให้ ธปท.หามาตรการดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เพราะการแข็งค่าของเงินทุก 1 บาท ทำให้ภาคเอกชนต้องสูญเสียรายได้เมื่อแลกมาเป็นเงินไทยประมาณปีละ 1.71.8 แสนล้านบาท ซึ่งในตอนนี้แม้ค่าเงินจะอ่อนลงมาบ้าง แต่สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วงอยู่ เพราะหากทุนนอกไหลกลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอาจส่งผลให้อัตราเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้
“
ในวัน 15 มิ.ย นี้ ธปท.ได้เชิญผู้บริหารสอท.ชุดใหม่เข้าไปรับฟังทิศทางนโยบายการเงินของธปท. และจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างไร แต่ 2 เรื่องที่ภาคเอกชนให้ธปท.ช่วยคงหนีไม่พ้น อัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการแข่งขันการขายสินค้าหากปล่อยให้เป็นไปตามกลไกลเชื่อว่าผู้ประกอบการคงต้องปรับราคาสินค้าเพื่อให้คุ้มทุนต่อการผลิต” นายสมมาต กล่าวนอกจากนี้ ยังเตรียมเข้าพบกับ รมว.แรงงานคนใหม่ เพื่อให้ช่วยเหลือแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ประมาณ 56 แสนคนอีกด้วย ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องปฏิเสธคำสั่งซื้อเพราะไม่สามารถผลิตได้เนื่องจากเป็นอุปสรรคต่อการผลิตสินค้าอย่างมากโดยเฉพาะครึ่งหลังของปีที่มีคำสั่งซื้อเข้ามามากจนผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทัน จึงจำเป็นต้องปฎิเสธคำสั่งซื้อเพื่อรักษาเครดิตไว้ เพราะหากไม่สามารถส่งสินค้าได้ทันตามกำหนดจะทำให้ลูกค้าไม่มั่นใจผู้ประกอบการไทยในอนาคต
สำหรับการขาดแคลน 56 แสนราย ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้าและสิ่งทอ รองเท้า และอาหาร โดยต้องการให้ประสานงานกับแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมในย่านราชประสงค์ นำเข้ามาทดแทนแรงงานที่ขาดในภาคอุตสาหกรรมได้ และจัดฝึกฝีมือแรงงานให้มีทักษะได้ในระยะสั้น 1 สัปดาห์ แต่ปัญหาคือกลุ่มแรงงานดังกล่าวก็ไม่ประสงค์จะย้ายสถานที่ทำงานหรือเปลี่ยนสายงานไปยังภาคอุตสาหกรรมแต่อย่างใด







