posttoday
จริยะรัฐศาสตร์ 9 : อำนาจดำ VS อำนาจขาว

จริยะรัฐศาสตร์ 9 : อำนาจดำ VS อำนาจขาว

04 มกราคม 2558

สุข สวัสดี จงมีแด่ทุกท่านที่รักในมนุษย์และธรรมชาติขออนุญาตสืบเนื่องบทความนี้เกี่ยวกับ “การเมืองเรื่องดีๆ”

สุข สวัสดี จงมีแด่ทุกท่านที่รักในมนุษย์และธรรมชาติขออนุญาตสืบเนื่องบทความนี้เกี่ยวกับ “การเมืองเรื่องดีๆ” หรือ “จริยะรัฐศาสตร์” ข้ามปีไปอีก 2-3 ตอน เพื่อรอความชัดเจนในมาตราต่างๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่องค์กรและกลุ่มต่างๆ ได้เสนอไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างฯ เป็นที่เรียบร้อยไปทั้งหมดนั้นแล้วทีนี้แหละจะเอามาชำแหละให้อ่านจนตาแฉะไปเลย

ผู้เขียนมีความเชื่อว่า รัฐธรรมนูญหลายๆ ฉบับของไทยเขียนขึ้นจาก “ความกลัว” ฉบับแรกที่คณะราษฎร 2475 นั้น “กลัวเจ้า” เพราะเพิ่งโค่นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชลงมา ทั้งยังกีดกันไม่ให้คนพวกอื่นเข้ามาร่วมใช้อำนาจด้วย นอกจากคนในคณะราษฎรเท่านั้น

แต่กระนั้นก็แตกกันเองระหว่างฝ่ายพลเรือนกับฝ่ายทหาร พอฝ่ายพลเรือนมีอำนาจใน พ.ศ. 2489 ก็เขียนรัฐธรรมนูญกีดกันทหาร ไม่นานทหารก็ยึดอำนาจคืน แล้วทหารก็เขียนรัฐธรรมนูญให้ทหารยังคงมีบทบาทในทางการเมืองเรื่อยมา พอนักศึกษาประชาชนขับไล่ทหารไปในเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 ก็เขียนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 ห้ามไม่ให้ข้าราชการซึ่งก็คือทหารนั่นแหละเล่นการเมือง

จริยะรัฐศาสตร์ 9 : อำนาจดำ VS อำนาจขาว

 

แต่ทหารก็มาเขียนใหม่ในรัฐธรรมนูญ 2521 ให้ข้าราชการเข้ามามีอำนาจเต็มที่ในวุฒิสภาเท่ากันกับ สส. กระทั่งทหารที่เข้ามามีอำนาจเต็มสภานั้นแตกกันเองในปี 2534 ภายใต้บรรยากาศที่แสวงหาการเมืองใหม่ที่ดีกว่าในการปฏิรูปการเมืองรอบแรกระหว่างปี 2538-2540 มีข้อสรุปทางวิชาการจากรัฐสภา โดยคณะกรรมการพัฒนาการเมืองและคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง ว่าจะต้องปราบปรามการซื้อสิทธิขายเสียง ป้องกันนักการเมืองเลวๆ ไม่ให้เข้าสภา พร้อมแก้ปัญหาการคอร์รัปชั่น เพิ่มการตรวจสอบ และเพิ่มอำนาจประชาชนเป็นความกลัวนักการเมืองที่ประชาชนเลือกตั้งเข้าไปแต่กระนั้นภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 เราก็ได้นักการเมือง “สุดยอดความชั่วความเลว” ปกครองมากว่า 10 ปี

แม้จะเพิ่มมาตรการ “ยาแรง” เข้าไปในรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ยังเอาไม่อยู่ จนเกือบจะเกิดสงครามกลางเมืองในปีที่ผ่านมา พอทหารยึดอำนาจ ทหารก็เน้นการสร้างความปรองดอง นัยว่าจะให้คนไทยรักกัน ที่แม้แต่แม่น้ำสายต่างๆ ในกระบวนการของ คสช.ก็ยังงงว่าจะรักกันได้ยังไง เพราะเพียงแค่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังร่างอยู่นี้ก็แสดงอาการ “รักกันไม่ได้”

ที่สุดอาจจะได้ “รัฐธรรมนูญฉบับ-กลัว-ทหารไม่รัก” “ความกลัว” เป็นด้านมืดของจิตใจมนุษย์ ตรงกันข้ามกับ “ความกล้าหาญ” ที่เป็นด้านสว่าง โดยในทางจิตวิทยาท่านว่าในตัวคนเรานี้ต้องมีอยู่คู่กัน อย่างที่เรียกกันว่า “ทวิลักษณ์” หรือ Dualism ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพียงแต่เวลาใดหรือในสถานการณ์ใดจะแสดงด้านใดออกมาเท่านั้น

ซึ่งในทางรัฐศาสตร์ก็มีการแสดงออกด้วยสภาพจิตใจทั้งสองแบบนี้ ที่เรียกว่า “อำนาจดำ” อันเกิดจากการบังคับใช้อำนาจที่เกิดจากความกลัว กับ “อำนาจขาว” อันเกิดจากการบังคับใช้อำนาจที่เป็นไปด้วยความกล้าหาญในปรัชญาตะวันออกเชื่อในลัทธิทวิลักษณ์นี้เสมอ เป็นต้นว่า หยิน-หยาง, ขาว-ดำ, ดี-ชั่ว หรือ ธรรมะย่อมชนะอธรรม โดยเชื่อว่าสิ่งนี้ควบคุมและกำหนดความเป็นไปของสรรพสิ่ง

ดังนั้นเราคนไทยก็เป็นคนตะวันออก ก็น่าจะมองการเมืองแบบทวิลักษณ์นี้ให้ชัดเจน เช่นอาจจะต้องยอมรับว่า การเมืองต้องมีทั้งดีทั้งชั่ว ทำอย่างไรจึงจะควบคุมหรือปัดป้องความชั่วนั้นไว้ให้ได้ แล้วส่งเสริมหรือเปิดช่องให้ความดีได้แสดงออกมา (อย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราโชวาทในเรื่องนี้ไว้) ในศาสนาใหญ่ๆ ของโลก ล้วนแต่มี “หลักธรรม” ซึ่งก็คือคำสั่งสอนต่างๆ ของศาสดาหรือพระผู้เป็นเจ้า ที่อธิบายถึง “ความดี-ความชั่ว” นี้อยู่โดยตลอด จนดูเหมือนว่าถ้าจะเป็นคนดีอย่างแท้จริงแล้ว ควรที่จะกำจัดความชั่วนั้นให้หมดไปเสียจนสิ้น อย่างเช่นในศาสนาพุทธที่ต้องตัดกิเลสกับตัณหาทั้งหมดนั้นให้ได้ จึงจะพบ “วิมุตติ” ซึ่งก็คือการหลุดพ้น ไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป อย่างที่เรียกกันว่า “นิพพาน”

แต่ในความเป็นจริง มนุษย์หรือธรรมชาติทั้งปวงก็ไม่ได้ “สัมบูรณ์” หรือบรรลุอุดมคติของความดีเช่นนั้น ย่อมจะต้องอาศัยอยู่ด้วยทวิลักษณ์นั้นไปโดยตลอด จึงต้องระลึกเสมอว่าเรานี้มีความชั่วและความดีอยู่ในตัวเราตลอดเวลา เพียงแต่ว่าถ้าเราจะเป็นคนดีก็ต้องแสดงสิ่งดีๆ ออกมา ในทางตรงข้ามถ้าเราปล่อยสิ่งเลวๆ ออกมาเราก็จะได้ชื่อว่าเป็นคนชั่วการเมืองก็เป็น “ธรรมชาติทางสังคม” ย่อมต้องมีความดีและความชั่วอาศัยอยู่ร่วมกันในทุกกลุ่มของสังคมมนุษย์

ในขณะเดียวกันการควบคุมสังคมของมนุษย์หรือที่เรียกว่า “การปกครอง” นั้น ก็ต้องอาศัยทั้งเครื่องมือที่ไม่ดีนักหรือ “อำนาจดำ” ควบคู่กันกับมาตรการเชิงบวกหรือ “อำนาจขาว” จึงจะมีประสิทธิภาพ เพราะจะสอดคล้องกับธรรมชาติ “ดี-ชั่ว” ที่มนุษย์มีอยู่แต่เริ่มต้นต้อง “วางรากฐาน” ด้วยสิ่งดีๆ ให้มั่นคงเสียก่อน เช่น ในเรื่องการเข้าสู่อำนาจของนักการเมือง ที่กำลังทะเลาะกันว่าจะให้มีเลือกตั้งอย่างไรดีนั้น

เมื่อเรารู้ว่าเพราะการเลือกตั้งนี่แหละที่ทำให้คนทะเลาะกัน การทะเลาะกันเป็นสิ่งไม่ดี แล้วจะมีเลือกตั้งไปทำไม ทำไมไม่หาวิธีการเข้าสู่อำนาจแบบอื่นที่ไม่ต้องแข่งขันฆ่าฟันกัน มีระบบอื่นไหม เช่น การหาฉันทามติหลากกลุ่ม การอาสาอย่างมีพันธะ และการเลือกสรรโดยระบบร่วมรับผิดชอบ เป็นต้นด้วยตรรกะแบบนี้ก็คือ ถ้าสิ่งใดเป็นจุดเริ่มต้นหรือนำมาซึ่งความชั่วความเลว ก็ไม่ควรที่จะเอาใช้หรือควบคุมป้องกันไว้ ในทำนองเดียวกัน ถ้าสิ่งใดก่อให้เกิดซึ่งกิจกรรมและกระบวนการที่ดีๆ ก็ควรที่จะต้องวางเป็นหลักและนำมาใช้ให้มากๆ ตัวอย่างเช่น “ระบบอุปถัมภ์” ที่คัมภีร์ฝรั่งบอกว่าทำลายระบอบประชาธิปไตย

แต่นักคิดฝรั่งและคนที่เชื่อตามฝรั่งทั้งหลายนั้นจะได้มองขึ้นไปที่ยอดของระบบการเมืองแบบนี้หรือไม่ว่า “ทำไมต้องมีรัฐบาล” ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า รัฐบาลนี่แหละมีขึ้นเพื่อ “อุปถัมภ์” มนุษย์ให้อยู่ดีกินดี อุปถัมภ์คือการเลี้ยงดู เหมือนที่พ่อแม่เลี้ยงดูเรา และเมื่อแรกมีการปกครองเกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ตั้งแต่ยุคหินนั้น ก็เพราะมนุษย์เชื่อว่าผู้ปกครองนั้นๆ สามารถ “เลี้ยงดู” หรืออุปถัมภ์เราได้ เหมือนอย่างที่เราเชื่อว่านักการเมืองที่เป็นตัวแทนเราจะเป็น “ผู้อุปถัมภ์ที่ดี”แล้วบ้านเมืองเราก็ย่อยยับเพราะเราได้ “ผู้อุปถัมภ์ที่เลว”

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ