posttoday

"พรสวรรค์ คริสต์ภิรักษ์" หัวใจไม่เคยท้อ สู้เพื่อผู้ป่วยเอดส์

03 มกราคม 2558

เราไม่เคยเจอในประวัติศาสตร์ที่ไล่คนติดเอดส์ออกจากชุมชน ในโลกก็ไม่มี แต่มันเกิดขึ้นแล้วที่นี่

โดย...สุภชาติ เล็บนาค

เพิ่งเป็นข่าวดังไปเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับ “มูลนิธิกระท่อมพระสิริ” หลังถูกชุมชน “หลังเนิน” ที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ขอให้มูลนิธิย้ายที่ตั้งออกจากชุมชน เนื่องจากชาวบ้านกังวลถึงมาตรฐานในการดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์ และการบริหารจัดการภายในมูลนิธิ ทำให้ “พรสวรรค์ คริสต์ภิรักษ์” ประธานมูลนิธิกระท่อมพระสิริ ต้องสู้อีกครั้งเพื่อยืนหยัดสิทธิในการดูแลผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ทั้งหมดกว่า 40 ชีวิตไว้ในชุมชนแห่งนี้

สิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ พรสวรรค์ หรือ อาจารย์หมวย ของมูลนิธิกระท่อมพระสิริเอง ก็เคยเป็นผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้ายเมื่อ 16 ปีที่แล้ว โดยติดจากสามีซึ่งเสพยาเสพติดและใช้เข็มฉีดยาจนมีอาการตาบอดสองข้าง มองไม่เห็น มีอาการวัณโรคแทรกซ้อน และยังมีเซลล์เม็ดเลือดขาวเป็น 0 จากที่คนปกติมีประมาณ 400-1,600/เลือด 1 ลบ.มม. ซึ่งเธอเปรียบตัวเองว่าเป็นเหมือนศพที่รอเผา

“ตอนนั้นเราเป็นระยะสุดท้าย น้ำหนักเหลือแค่ 29 กิโลกรัม ตาบอด แล้วก็เป็นวัณโรค เนื้อตัวเต็มไปด้วยแผล ลิ้นเป็นแผลทานข้าวไม่ได้ ต้องใช้เครื่องออกซิเจนช่วยหายใจ แล้วเราก็ถูกทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลอีกหนึ่งเดือน เลยบอกกับพระเยซูไว้ว่าขอให้รอดกลับมา และหากรอดกลับมาแล้ว เราจะทำงานรับใช้พระเยซูคริสต์เต็มที่” พรสวรรค์เล่าให้ฟัง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเธอใช้เวลาพักฟื้นรักษาตัวอย่างเต็มที่ประมาณ 6 เดือน อาการก็ดีขึ้น จึงเริ่มได้มีโอกาสไปศึกษาพระคัมภีร์อย่างละเอียดมากขึ้น และยังมีโอกาสได้ทุนจนเรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโทอีกสองใบ พร้อมกับเปิดร้านขายส้มตำเล็กๆ อีกหนึ่งร้าน อย่างไรก็ตาม เธอยังไม่เคยลืมว่าครั้งหนึ่งเคยติดเชื้อเอดส์ และเมื่อมีโอกาสจะได้ทำงานรับใช้พระเยซูอีกครั้ง จึงได้กลับมาเปิดบ้านให้ผู้ป่วยได้มาอยู่ร่วมกันอีกครั้งเมื่อช่วงปลายปี 2549

“ตอนที่เรากำลังป่วยหนัก เราได้รู้จักกับเพื่อนหลายคนที่ติดเชื้อ แล้วพอโรงพยาบาลปล่อยให้กลับบ้าน ก็ไม่มีบ้านให้กลับ เพราะในประเทศไทยมีแค่วัดพระบาทน้ำพุ และที่คามิลเลียน โซเชียล เซนเตอร์ ระยอง ส่วนเด็กติดเชื้อก็มีแค่ที่บ้านลอเรนโซ และบ้านปรารถนาที่สมบูรณ์ ไม่มีบ้านที่ดูแลทุกช่วงอายุ ก็เลยคิดว่าเราแข็งแรงแล้ว แล้วเราก็มีเงินเดือนจำนวนหนึ่ง แบ่งให้เช่าบ้าน ให้เพื่อนมาอยู่ ก็น่าจะดูแลกันได้ ต่อมามีคนใจดีให้บ้านเรา 1 หลังที่มาบประชัน เราก็เปิดบ้านไว้ ตั้งเป็นโครงการ ‘บ้านพักรักษ์เพื่อน’ เอาเพื่อนผู้ป่วยเอดส์มารักษาตัว เอายาให้ หาข้าวให้ พอเขาหายก็ส่งกลับ เราเริ่มจากตรงนั้น” พรสวรรค์เล่าให้ฟัง

พอพรสวรรค์ดำเนินการได้สักระยะ มิชชันนารีจากสหรัฐอเมริกาชื่อ Glory hut foundation ซึ่งช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส ก็มาเห็นการดำเนินการของบ้านพักรักษ์เพื่อน และคิดว่าน่าจะมีส่วนช่วยได้ จึงได้สนับสนุนเงินทุน ฝึกอาชีพ และช่วยผู้ยากไร้ ทำให้ผู้ป่วยในบ้านของพรสวรรค์ได้มีโอกาสนอนเตียงครั้งแรก หลังจากนอนพื้นมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม มูลนิธิกระท่อมพระสิริก็มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อประเทศต้นทางอย่างสหรัฐอเมริกาตัดงบประมาณ ทำให้ผู้บริหารมูลนิธิเดิมอยู่ไม่ได้ ผู้บริหารเดิมจึงมอบมูลนิธิให้พรสวรรค์ดูแล และจัดการบ้านพักสำหรับผู้ป่วยเอดส์ต่อไป

“เขาก็มีให้เลือกสองทางคือ หนึ่ง ยกให้เป็นของรัฐ กับสอง หาคนดูแลต่อ ซึ่งตอนนั้นเขาก็ถามเราว่าพร้อมดูแลต่อไหม เราก็พร้อมเต็มที่ พอเรามีชื่อนำว่าเป็นมูลนิธิ ก็เขียนโครงการของ่ายขึ้น เราเลยได้รับการสนับสนุนจากเมืองพัทยา 3.8 แสนบาท และได้องค์กร PSI Thailand foundation ร่วมสนับสนุนด้วย”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พรสวรรค์ประสบปัญหาตลอดเวลาก็คือการไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ทำให้ต้องย้ายบ้านผู้ติดเชื้อไปเรื่อยๆ จากตอนแรกที่อยู่บริเวณมาบประชัน เมื่อครบกำหนดก็ย้ายมาอยู่หนองไม้แก่น และเมื่อครบกำหนดอีกครั้งก็ต้องหาที่ใหม่ ซึ่งคราวนี้เจ้าของที่เดิมซึ่งเป็นชาวคริสเตียนเหมือนกัน ยินดีให้เช่าบ้านพร้อมที่ดิน 1 ไร่ ในราคาเพียง 2,000 บาท/เดือน และหากสนใจจะซื้อก็ขายเพียง 6 ล้านบาท ซึ่งทำให้เธอสนใจจะตั้งมูลนิธิพร้อมบ้านพักอย่างเป็นหลักเป็นแหล่งชัดเจนเสียที

"พรสวรรค์ คริสต์ภิรักษ์" หัวใจไม่เคยท้อ สู้เพื่อผู้ป่วยเอดส์

“ก่อนหน้านี้เวลาย้ายเราไม่เคยเตรียมชุมชนหรือเข้าไปพูดคุยกับผู้คนในชุมชนมาก่อน เราก็ย้ายของ ย้ายคนเข้าไป แล้วเริ่มดำเนินการเลยทั้งสองที่ก่อนหน้า แล้วชาวบ้านเขาก็ไม่เคยรังเกียจเรา พอเราจัดงานคริสต์มาส ปีใหม่ เขาก็เข้ามาร่วม ช่วงที่มิชชันนารีสอนภาษาอังกฤษ เด็กในชุมชนก็มาเรียนกับเรา ทำให้ตอนย้ายมาที่ปัจจุบัน เราไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ชุมชนจะรังเกียจมาก่อน” ประธานมูลนิธิกระท่อมพระสิริเล่าให้ฟัง

หลังจากย้ายมาแล้ว มูลนิธิของพรสวรรค์ก็ยังคงได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี หลายห้างร้าน-มูลนิธิให้การสนับสนุนเพื่อสร้างบ้านเพิ่ม ทำให้ครั้งนี้สามารถแยกบ้านชัดเจน ทั้งบ้านสำหรับผู้ป่วยชาย ผู้ป่วยหญิง สาวประเภทสอง รวมถึงบ้านผู้ติดเชื้อวัณโรค โดยอาศัยแรงจากผู้ป่วยที่เคยพักอยู่ที่มูลนิธิแล้วหายดีแล้วมาช่วยกันสร้าง และให้ผู้ป่วยช่วยกันทาสีบ้านให้สดใส จะได้ไม่รู้สึกว่าเป็นสถานที่รอความตายอย่างที่แล้วมา

“หลักคิดของเราคือ ให้ผู้ป่วยทุกคนรู้สึกว่ามาพักตากอากาศแค่ระยะหนึ่งแล้วก็กลับไป แล้วถ้ามีอะไรที่เราสามารถรับใช้ชุมชนได้ เรายินดีเต็มที่ เราเลยมีทั้งสอนดนตรีเด็ก สอนภาษาอังกฤษ จนกระทั่งบ้านพักผู้ติดเชื้อเอดส์เสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา รองรับผู้ติดเชื้อเกือบ 40 คน” พรสวรรค์บอกกับเรา

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านมานาน 3 เดือน ชุมชนก็ตัดสินใจทำประชามติไล่บ้านพักผู้ติดเชื้อที่เธอสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงออกจากพื้นที่ ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่มีการจัดการอย่างถูกสุขลักษณะ และสร้างความเดือดร้อนให้กับทุกคนในชุมชน กระนั้นเองพรสวรรค์ก็ยืนยันว่า สิ่งที่ชาวบ้านร้องเรียนมาทั้งการกำจัดของเสีย การไม่มีรั้วรอบขอบชิดนั้นสามารถแก้ไขได้ หากได้รับการดูแลจากภาครัฐ

“เราก็เข้าใจว่าชุมชนคงแตกตื่น เพราะอยู่ดีๆ มีผู้ป่วยเข้ามาที 40 กว่าคน แต่วันนี้ทั้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ก็มาตรวจสอบแล้ว และได้ผลแล้วว่าที่นี่ไม่มีปัญหาอย่างที่ร้องเรียน ศูนย์ดูแลผู้ป่วยของเราไม่ได้ทำให้ใครเกิดอันตราย แต่เป็นเรื่องที่ต้องปรับทัศนคติให้อยู่ร่วมกัน ซึ่งชัดเจนว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะฉะนั้นก็อยากถามแทนผู้ป่วยที่มาอยู่ที่นี่ว่าจะให้โอกาสเราอยู่ร่วมกับคนอื่นไม่ได้เลยหรือ แล้วถ้าจะให้เราย้ายออกจริง คุณจะให้ผู้ป่วย 40 กว่าชีวิตนี้ต้องไปอยู่ที่ไหน” พรสวรรค์ตั้งคำถาม

ทั้งนี้ เธอยืนยันว่าไม่อาจทนดูดายปล่อยให้ใครโดนทิ้ง หรือให้กลับไปอยู่ในสังคมไม่ได้ และการที่คนพวกนี้ได้รับเชื้อเอชไอวีก็แย่พอแล้ว เพราะฉะนั้นอะไรที่ทำผิดก็ยอมรับ แต่จะขับไล่ไสส่งคงจะมากไปหน่อย เพราะหากมูลนิธิหาที่อยู่ไม่ได้ นั่นแปลว่าคนที่ติดเชื้ออีกจำนวนมากจะไม่มีบ้านอยู่ทันที

“เราไม่เคยเจอในประวัติศาสตร์ที่ไล่คนติดเอดส์ออกจากชุมชน ในประเทศไทยไม่เคยมี ในโลกก็ไม่มี แต่มันเกิดขึ้นแล้วที่นี่ ถามว่าถ้าทำแบบนี้ได้ จะมีอีกกี่ชุมชนที่ทำแบบนี้ อยากจะให้ทุกคนเข้าใจว่า คนที่มาอยู่ที่นี่เขาไม่ได้อยู่ตลอดไป สักวันหนึ่งเขาหายดี เขาก็ไป แล้วก็กลับมาช่วยสังคมใหม่ เพราะฉะนั้นมาช่วยกันหาทางออกไม่ดีกว่าหรือ” พรสวรรค์ทิ้งท้าย

แต่สำหรับพรสวรรค์แล้ว หากต้องออกจากพื้นที่นี้จริงๆ ก็คงจะหาที่อยู่ใหม่ให้เพื่อนๆ ต่อไป เพราะปวารณาตัวไว้แล้วว่า ถ้าเริ่มดูแลเพื่อนที่ติดเอดส์แล้ว หลังจากนี้ก็ต้องดูแลต่อไปทั้งชีวิต...

"พรสวรรค์ คริสต์ภิรักษ์" หัวใจไม่เคยท้อ สู้เพื่อผู้ป่วยเอดส์

 

ข่าวล่าสุด

พักเรื่องบินมาฟินเรื่องช็อป! ไอคอนสยาม-ไอซีเอส จัดหนักแคมเปญ “FLY-LESS SHOP-MORE” ขนสิทธิพิเศษสู้สงกรานต์ตลอดเดือนเมษายนนี้