
จับกระแสปีแพะดุ วัดกึ๋น ใครดาวรุ่ง ใครดาวร่วง
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
จบกันไปแล้วสำหรับปี 2014 ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกปีที่แสนจะวุ่นวาย เพราะนอกจากปัญหาเศรษฐกิจแบบ “ลูกผีลูกคน” ที่เรื้อรังมาตั้งแต่ปี 2008 แล้ว โลกยังเผชิญกับปัญหาความตึงเครียดระหว่างซีกโลกตะวันตกและตะวันออก มิหนำซ้ำจู่ๆ ก็เกิดการหั่นราคาน้ำมันจนเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของราคาเมื่อต้นปี จากการโหมขุดเจาะน้ำมันในชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) ในแผ่นดินสหรัฐจนปริมาณน้ำมันล้นโลก
แน่นอนว่าปัจจัยดังกล่าวล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จนอาจเป็นการจุดประกายให้บางประเทศมีเศรษฐกิจรุ่งโรจน์อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบ 5 ปี ขณะที่บางประเทศอาจต้องต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อนเช่นกัน
สำหรับ “ดาวเด่น” คงหนีไม่พ้น สหรัฐ ที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างเต็มที่จากวิกฤตการเงินปี 2009 เห็นได้จากการปรับแก้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจาก 3.9% เป็น 5% ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ซึ่งหากเปรียบเทียบกับขนาดเศรษฐกิจสหรัฐที่ใหญ่โตถึง 17.55 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อัตราการเติบโตระดับนี้ถือว่าเป็นผลงานระดับเหรียญทองทีเดียว ขณะที่ตลาดหุ้นก็ทะยานขึ้นไปทำ “นิวไฮ” หลายครั้ง
สำหรับในปี 2015 ด้วยปัจจัยเกื้อหนุนจากราคาน้ำมันที่เตี้ยต่ำและการบริโภคที่เติบโตต่อเนื่อง กอปรกับนโยบายดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดว่า สหรัฐจะกลายเป็นยักษ์ที่ตื่นอย่างเต็มที่ โดยครึ่งปีแรกจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเมืองลุงแซมเติบโตอย่างชัดเจน เนื่องจากในช่วงเดียวกันของปี 2014 สหรัฐต้องเผชิญผลกระทบจากวิกฤตอากาศหนาวผิดปกติ (โพลาร์ วอร์เท็กซ์)
เมืองลุงแซมจึงจะผงาดขึ้นมาในฐานะหัวรถจักรที่จะฉุดเศรษฐกิจโลกให้พ้นจากความซบเซา ด้วยตลาดขนาดใหญ่และการนำเข้าปริมาณมหาศาล นับเป็นข่าวดีที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่
ขณะที่ จีน ตกอยู่ในตำแหน่ง “ดาวรอง” เพราะฉายแสงสู้สหรัฐไม่ได้ จากภาวะเศรษฐกิจติดเบรกจากการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ทำให้ปีที่ผ่านมารัฐบาลปักกิ่งตั้งเป้าการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) ปีนี้อยู่ที่ 7.5% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 15 ปี แต่ก็ต้องยอมรับว่า รัฐบาลจีนยังพอใจกับกับอัตราการเติบโตระดับนี้ และยังเป็นที่น่าอิจฉาในหมู่ตลาดเกิดใหม่
อย่างไรก็ดี ในมุมของอิทธิพลต่อโลก การเป็นตัวตั้งตัวตีในการเปิดแหล่งสถาบันการเงินของตลาดเกิดใหม่ ทั้งการธนาคารของประเทศกลุ่มบริกส์ และธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย
(เอไอไอบี) กำลังจะทำให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้มีอิทธิพลทางเงินทุนโลก แข่งขันกับสถาบันการเงินจากชาติพัฒนาแล้วอย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี)
สำหรับในปีนี้คาดว่า นักลงทุนน่าจะเริ่มปรับตัวกับอัตราการเติบโตใหม่ (นิวนอร์มอล) ของจีน และทิศทางการผ่อนคลายทางการเงิน จะทำให้เศรษฐกิจจีนมีสัญญาณเชิงบวกมากกว่าในปีก่อน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลจีนในการประคับประคองช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ให้ราบรื่นที่สุดนั่นเอง
ตำแหน่งดาว “เกือบ” ร่วง คงหนีไม่พ้น ญี่ปุ่น ผู้ที่มีเศรษฐกิจขาขึ้นมาตลอดจนมา “ตกราง” หลังการปรับขึ้นภาษีการค้า (เซลส์แท็ก) เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลร้ายให้จีดีพีหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส และเข้าสู่ภาวะถดถอยในที่สุด กดดันให้นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ประกาศยุบสภาและเลือกตั้งใหม่เพื่อแสดงความรับผิดชอบ
กระนั้นประชาชนยังให้ความเชื่อมั่นรัฐบาลอาเบะ และได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาลสมัยที่ 2 เพื่อดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป โดยหลังจากเข้าทำหน้าที่ อาบะก็อนุมัติโครงการอัดฉีดกว่า 3.5 ล้านล้านเยน (9.6 แสนล้านบาท) เป็น “ของขวัญปีใหม่” แก่ชาวแดนซามูไร
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของญี่ปุ่นคือการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า “ครม.อาเบะ 2” จะสามารถงัดมาตรการใหม่ๆ ออกมากระตุ้นการลงทุนและการบริโภคได้หรือไม่ รวมถึงการเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกครั้งเช่นกัน
สำหรับ “ดาวร่วง” ของจริงคงต้องยกให้สหภาพยุโรป (อียู) ที่มีเงินเฟ้อก็มีอัตราลดลงจนหน้าใจหาย และกดดันธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ซึ่งดำเนินนโยบายเข้มงวดมาตลอดช่วงครึ่งปีแรกต้องผ่อนปรนลง และงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาแทบหมดหน้าตัก ขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) จะตั้งกองลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นวงเงิน 3.15 แสนล้านยูโร (ราว 12.6 ล้านล้านบาท) กระนั้นก็ตาม มาตรการต่างๆ กลับไม่ได้ผลอัตราเงินเฟ้อเมื่อเดือน พ.ย. โตเพียง 0.3%
ฉะนั้น ชะตากรรมของเศรษฐกิจยุโรปในปีหน้าจึงขึ้นอยู่กับว่า อียูจะกล้างัด “ไพ่ตายใบสุดท้าย” คือคิวอี ออกมาใช้หรือไม่ ในการประชุมวันที่ 22 ม.ค.นี้ แต่ก็ไม่สามารถรับรองได้ว่าคิวอียุโรปจะได้ผลเหมือนคิวอีสหรัฐ เนื่องจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน จึงมีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจยุโรปจะซบเซาตลอดปี 2015
สำหรับตำแหน่ง “ดาวบ๊วย” ของปี 2015 คงหนีไม่พ้น ประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกน้ำมันซึ่งมีรัสเซียที่เจ๊งไปแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา หลังจากค่าเงินรูเบิ้ลดิ่งลงอย่างรุนแรง ด้วยเหตุที่ราคาน้ำมันดิ่งลงจากการโหมขุดเชลออยล์ในแผ่นดินเมืองสหรัฐ จนปริมาณน้ำมันในตลาดโลกล้นเกินความต้องการ ขณะที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ยืนกรานจะไม่ปรับลดการผลิตอย่างเด็ดขาด
ราคาน้ำมันที่เตี้ยต่ำจึงกลายเป็น “เกมยื้อ” ระหว่างผู้ผลิตน้ำมันในผั่งสหรัฐกับฝั่งโอเปกว่า “ใครจะสามารถอดทนต่อราคาน้ำมันที่เตี้ยต่ำได้นานกว่ากัน” ดังนั้นสำหรับในปี 2015 จึงคาดว่า “เกมยื้อ” จะยังดำเนินต่อไปตราบเท่าที่ปริมาณน้ำมันในตลาดยังไม่ลดลง และความต้องการฝั่งเอเชียและยุโรปยังไม่ฟื้น จึงอาจไม่มีทางเห็นน้ำมันกลับสู่ขาขึ้นตลอดปีนี้
เว้นเสียแต่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อย่างรัสเซียบุกยูเครน กลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ยึดท่าส่งออกน้ำมันอิรักที่เมืองบาสรา เป็นต้น
อย่างไรก็ดี โดยภาพรวมแล้วปี 2015 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากต้องเผชิญกับภาวะซบเซากันถ้วนหน้าตลอดทั้งปี 2014 เนื่องจากในปีนี้ โลกจะได้รับแรงกระตุ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจจีน นับเป็นสองแรงหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในปีหน้านั่นเอง อย่างไรก็ตาม ด้วยมรดกแห่งความซบเซาตลอดปี 2014 ก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะชี้ชัดว่า “โลกจะฟื้นตัวอย่างเต็มที่” “หรือแค่เพิ่งฟื้นไข้” ในปีนี้
สวัสดีปีใหม่ครับ







