posttoday
Talent Mobility

Talent Mobility

31 ธันวาคม 2557

เรื่อง Talent Mobility เป็นอีกความพยายามหนึ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามแก้ปัญหาทรัพยากรบุคคลที่ประเทศไทยประสบ

เรื่อง Talent Mobility เป็นอีกความพยายามหนึ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามแก้ปัญหาทรัพยากรบุคคลที่ประเทศไทยประสบ แต่คราวนี้ไม่ใช่การสร้างเด็กระดับมัธยมปลายหรืออุดมศึกษา เพื่อให้เดินมาทางสายเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ อย่างโครงการ STEM (Science, Technology, Engineering, Math) หรือโครงการโรงเรียนในโรงงานอย่าง WIL (Work Integrated Learning) แต่เป็นโครงการที่จะต้องเกลี่ยแรงงานในระดับนักวิจัยที่กระจุกตัวอยู่มากในมหาวิทยาลัยต่างๆ และในภาครัฐให้เข้าไปอยู่ในภาคเอกชนมากขึ้น

จากเอกสารศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) พบว่า บุคลากรวิจัยและพัฒนาของไทยอยู่ในภาครัฐและภาคอุดมศึกษาถึง 83% และอยู่ในภาคเอกชนเพียง 17% ขณะที่ปัจจุบันบริษัทเอกชนที่ดำเนินกิจการในประเทศมีการจัดตั้งศูนย์วิจัยพัฒนาและนวัตกรรมกันมากขึ้น เพื่อทำการวิจัยและพัฒนา เห็นได้จากในปี 2549 ถึงปี 2554 การลงทุนวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นถึง 260% จาก 8,000 ล้านบาท เป็น 20,680 ล้านบาท ดังนั้น หากสามารถเคลื่อนย้ายบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากภาครัฐและอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยให้เข้าไปอยู่ในภาคเอกชนได้มากขึ้น ย่อมจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้น มีองค์ความรู้ใหม่ๆ สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้มากขึ้น และที่สำคัญจะได้ปรับตัวจากการเป็นแค่รับจ้างผลิต เป็นการผลิตเอง ไปจนถึงการสร้างตราสินค้าของตนเองในที่สุด

นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) ในปลายปีหน้า ประกอบกับค่าแรงงานของไทยสูงขึ้นมาก บริษัทข้ามชาติและบริษัทร่วมทุนที่เคยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต จึงมีทางเลือกมากขึ้น และอาจมีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีทรัพยากร บุคลากร ตลอดจนแรงจูงใจที่ดีกว่า ภาคเอกชนของไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปใช้การผลิตที่อาศัยฐานความรู้ หรือเทคโนโลยีที่เข้มแข็งขึ้น ซึ่งจะทำได้ไทยต้องพร้อมในเรื่องบุคลากรด้านวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และพัฒนา

หรือแม้ไม่ใช่บริษัทข้ามชาติ แต่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือที่เรียกว่า SME (Small and Medium Enterprises) ก็จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อยกระดับความสามารถทางเทคโนโลยี โดยการนำบุคลากรวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจากภาครัฐเข้าไปให้ความช่วยเหลือ เนื่องจาก SME ส่วนใหญ่มีความสามารถทางเทคโนโลยีจำกัด อีกทั้งไม่มีบริษัทหรือสำนักงานใหญ่ให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี หรือการวิจัยและพัฒนา

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลมีนโยบายจะเพิ่มการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขึ้นเป็น 1% และ 2% ของ GDP ตามลำดับ โดยให้ภาคเอกชนลงทุน 70% และรัฐบาลลงทุน 30% ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องส่งเสริมให้มีบุคลากรด้านนี้อย่างเพียงพอ

และก็เช่นเดียวกับอีก 2 เรื่องที่ผู้เขียนได้ลงไว้ในฉบับที่ผ่านมา กล่าวคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการหารือ ทำความเข้าใจกันไปแล้ว และเห็นร่วมกันว่า Talent Mobility เป็นนโยบายสำคัญที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการ นอกจากนี้ยังถือได้ว่าเป็นการร่วมกันดำเนินงานระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เรียกว่า PPP (Public Private Partnership) โดยให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาภาคสถาบันการศึกษา

เห็นได้ชัดว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเองก็มีความพร้อมในเรื่องนี้มาก มีการเตรียมการและเริ่มขับเคลื่อนนโยบายนี้ไปบ้างแล้ว เช่น

- จัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวก Talent Mobility (TM Clearing House) ที่ สวทน. และศูนย์อำนวยความสะดวก 3 ภูมิภาค เพื่อทำหน้าที่ประสานงานความต้องการบุคลากรวิจัยของสถานประกอบการกับหน่วยงานต้นสังกัด

- นำร่อง Talent Mobility ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวนรวม 53 คน

- จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง สวทน. กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อดำเนินการนำร่อง Talent Mobility ในส่วนภูมิภาค โดยมี
เป้าหมายในการเคลื่อนย้ายบุคลากรภาครัฐไปปฏิบัติงานในภาคเอกชนจำนวนรวม 23 คน

อย่างไรก็ตาม การจะเคลื่อนย้ายบุคลากรวิจัยและพัฒนาจากภาครัฐและมหาวิทยาลัย ไปยังภาคเอกชนเลยทีเดียวนั้น อาจทำให้เกิดปัญหาความขาดแคลนในภาคการศึกษาได้ โครงการจึงอาจเป็น 1) การยินยอมให้บุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในภาคเอกชน โดยให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติงานเต็มเวลาของหน่วยงานต้นสังกัด และให้นับเป็นอายุราชการหรืออายุงานของหน่วยงานต้นสังกัด 2) การปฏิบัติงานในโครงการตามข้อ 1) ของบุคลากรจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐ ที่มีข้อผูกพันตามสัญญาชดใช้ทุน ให้นับเป็นระยะเวลาชดใช้ทุนตามสัญญาด้วย 3) บุคลากรจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐที่เข้าร่วมโครงการ สามารถใช้ผลการปฏิบัติงานในภาคเอกชนในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นผลงานในการขอตำแหน่งทางวิชาการหรือตำแหน่งงานอื่นๆ รวมทั้งการขึ้นเงินเดือน โดยให้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐจัดทำเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่ง การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการและการขึ้นเงินเดือนที่ชัดเจน

หากโครงการนี้สำเร็จตามที่มุ่งหมายก็เชื่อว่าพวกเราชาวไทยคงได้เห็นอะไรๆ ที่เกิดขึ้นจากฐานความรู้ที่มีความก้าวหน้าและเป็นชิ้นเป็นอันกว่าที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ