
สัมภาษณ์พิเศษ
นับเป็น
“ขาขึ้น” ของรัฐมนตรีป้ายแดง และว่าที่คุณพ่อมือใหม่อย่าง องอาจ คล้ามไพบูลย์ จนถูกแซวว่า “ได้โชค 3 ชั้น” ในปีนี้ ชั้นแรก ได้ลูกสาว ซึ่งจะลืมตาดูโลกในวันที่ 28 ส.ค. ชั้นที่สอง ได้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่คุมสื่อ และชั้นที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต (สข.) พรรคประชาธิปัตย์ เพิ่งชนะการเลือกตั้งมาแบบถล่มทลายทว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ คนเคยอกหักที่พลาดขบวน ครม.มาร์ค 1 จนต้องหลบไปรักษาแผลใจปีกว่าๆ กับความลำบากใจที่จะต้องคอยตอบคำถามชาวบ้านในพื้นที่ว่า ทำไมถึงไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ทำไมเขาไม่ให้คุณทำงาน มีอะไรทะเลาะกันหรือ หรือคุณไม่ใช่พวกเขา
“
ผมก็บอกว่าไม่มีอะไรทะเลาะกันเลย และผมก็ไม่ได้เป็นพวกอะไรกัน ในพรรค พูดกันแฟร์ๆ จริงๆ ก็ไม่ได้เป็นพวกอะไรกับใครชัดเจน แต่ความสนิทสนมกันบางกลุ่มมี แต่พรรคเวลาตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ เวลาตัดสินใจไม่มีใครตัดสินใจเพราะเป็นพวกใครหรอก แต่ตัดสินใจด้วยความคิดของตัวเองจริงๆ” ก่อนจะตอบซ้ำๆ ให้กับหลายคนฟังเพียงแค่ว่า “คนมันเยอะ ตำแหน่งมันน้อย”ก่อนจะเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์ปีกว่าที่ผ่านมากับการ
“เคลียร์ใจ” ระหว่างเขากับนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังหลุดโผ ครม. อารมณ์ที่ยังตกค้างคาใจทำให้ทั้งคู่ต่างนั่งเงียบๆ กันอยู่นานโดยไม่ได้พูดคุยอะไรกัน ทำให้ตัวเขาต้องเริ่มเป็นคนทำลายความเงียบก่อน“
ผมรู้ว่าที่ท่านเชิญผมมาวันนี้เพราะเรื่องอะไร นายกฯ ไม่ต้องอธิบายผมว่าไม่สามารถตั้งผมได้เพราะอะไร เพราะ หนึ่ง ตั้งไปแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องอธิบาย และผมก็พูดต่อว่า นายกฯ ก็ตัดสินใจด้วยความยากลำบาก อยากให้ท่านนายกฯ ทำงานให้ดีที่สุดดีกว่า อย่ามากังวลเรื่องพวกนี้...ผมเคยเป็นหัวหน้าทีมบาสฯ เข้าใจตรงนี้ บางทีเพื่อนกันอยากจะมาขอลง เพราะแฟนมายืนดูข้างสนาม แต่ยังไม่ได้ลงสักที แต่เราต้องเข้าใจว่าในสถานการณ์ที่กำลังสูสี จะตัดสินใจให้ใครลงต้องส่งผลให้ทีมชนะ
”จากการถอยห่างตัวเองมาจากพรรค ทั้งความน้อยใจเล็กๆ ปนกับไม่มีหน้าที่ ผ่านมาปีกว่า นายกฯ ได้โทรศัพท์มาบอกกับเขาว่าได้รับตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลงานด้านสื่อ และใช้ความสามารถเฉพาะตัวของเขารวบรวมทุกภาคส่วน ทั้งสื่อภาคประชาชนให้มาขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย และใช้กระบวนการสื่อสารทุกวิถีทางเพื่อความปรองดอง
สำหรับหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลในตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ด้านสื่อ มีหน่วยงานในกำกับของรัฐคือ กรมประชาสัมพันธ์ รวมถึงช่อง 11 อสมท และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
“
จะเห็นว่าเครื่องมือของเราที่จะไปดำเนินการแทบไม่มีอะไรเลย นี่คือส่วนหนึ่งที่นายกฯ มองเห็นว่าผมน่าจะมีส่วนเข้ามาดำเนินการ โดยเฉพาะในสภาวการณ์ขณะนี้”รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบายว่า การเมืองที่หันมาใช้สื่อเป็นอาวุธต่อสู้กันนั้น เขาคิดว่าคนส่วนมากไม่ได้ใช้สื่อเป็นอาวุธ แต่มีคนส่วนน้อย และสื่อส่วนน้อยที่ใช้สื่อเป็นอาวุธ สื่อส่วนมากไม่ว่าจะเป็นสื่อกระแสหลักหรือสื่อทางเลือก ยังเป็นสื่อที่ต้องการประกอบวิชาชีพบนพื้นฐานจรรยาบรรณวิชาชีพ มากกว่าบนพื้นฐานการรับใช้ประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือประโยชน์ส่วนตน
อย่างวิทยุชุมชนมีพันกว่าคลื่น ที่มีปัญหาไม่ถึง 10% แน่นอนว่าสังคมมีทั้งคนที่มีปัญหาและไม่มีปัญหา ในฐานะที่เรามีภาระหน้าที่รับผิดชอบ บริหารราชการแผ่นดิน เราก็มีภาระที่จะต้องแก้ไขปัญหาตรงนั้น นั่นคือภาระที่จะต้องดำเนินการ ขณะที่ส่วนที่ดีอยู่แล้ว ไม่เป็นปัญหา รัฐบาลก็มีหน้าที่สนับสนุนให้เขาเดินหน้าต่อไปได้
“งานการเมืองในระบอบประชาธิปไตยยุคสมัยใหม่ ไม่ใช่เรื่องการใช้อำนาจ แต่เป็นการทำงานในเรื่องความร่วมมือกันเพื่อการทำงาน คอร์ปอเรตงาน ผมจะเห็นชัดกว่าเพื่อน ถ้าคอร์ปอเรตไม่ได้ งานไม่มีทางสำเร็จได้ เพราะถามว่าอำนาจผมอยู่ตรงไหน กฎหมายในมือผม ปิดสื่อ เปิดสื่อไม่ได้ แทรกแซงก็ยังไม่ได้ บังคับขู่เข็ญตามใจที่เราคิดอยากให้ทำทันทีไม่ได้ ต้องใช้ลักษณะความร่วมมือ...ต้องสนับสนุนให้ภาคประชาชนเติบโตไปพร้อมๆ กับภาระหน้าที่และความรับผิดชอบ การเมืองสมัยใหม่คือการเปิดให้องค์กรอิสระมากขึ้น เพราะเขายังไม่ต้องการให้นักการเมืองหรือรัฐบาล หรือผู้มีอำนาจเข้าไปแทรกแซงเข้าไปใช้อำนาจเกินขอบเขต จากแสวงหาความร่วมมือประสานงานเพื่อให้นำไปสู่ความสำเร็จ
”องอาจ อธิบายว่า จากนี้ไปจะต้องทำอย่างไรให้คนส่วนมากของประเทศมาอยู่ในความเห็นร่วมกัน เดินหน้าไปด้วยกัน เพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมายสงบสันติร่วมกัน แต่แน่นอนที่สุดความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นพื้นฐานระบอบประชาธิปไตย และอดทน อดกลั้น สองเรื่องนี้สำคัญที่เราจะต้องยึดให้ได้ ไม่เช่นนั้นไม่ใช่สังคมประชาธิปไตย ตรงนี้ต้องทำให้เกิดวัฒนธรรม เห็นแตกต่างได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง
กับผลงานล่าสุดในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้ง สข. ที่เอาชนะพรรคเพื่อไทยแบบถล่มทลายไม่เคยเกิดขึ้นมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โดย 14 เขต ที่ประชาธิปัตย์แพ้มาตลอด หรือได้มาแค่ 1020 คนนั้น องอาจ บอกว่า ยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ จะต้องเดินหน้าเตรียมการเลือกตั้งใหญ่ต่อไป ในส่วนของ สส. แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งผู้สมัคร ส่วนหนึ่งคือการบริหารความนิยม หรือเผยแพร่นโยบายให้ประชาชนได้รับทราบ ซึ่งจะรอถึงวันลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ ต้องเริ่มตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน
สำหรับในส่วนของผู้สมัคร ขณะนี้มี 30 คน ที่ทำอยู่ไม่มีอะไรเสียหาย ก็คงจะลงสมัครต่อในครั้งต่อไป ซึ่งจะไปหาเพิ่มมาอีก 6 คน ซึ่งทุกวันนี้คนก็สนใจมาสมัครจองคิวมาก ซึ่งต้องพิจารณาอย่างเข้มข้น ตรงนั้นไม่ใช่ปัญหา ส่วนเรื่องบริหารความนิยมชมชอบในพรรค เกี่ยวข้องกับทุกองค์ประกอบของพรรค
“
เขาไม่ได้ชอบประชาธิปัตย์ว่าชื่อประชาธิปัตย์ แต่ชอบองค์ประกอบพรรคที่มีอยู่และมีมาก่อนหน้าในอดีต ผมไปหาเสียงหลายครั้ง มีคนบอกว่าเป็นแฟนท่านควง (อภัยวงศ์) ม.ร.ว.เสนีย์ (ปราโมช) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของพรรค แต่เป็นองค์ประกอบในอดีต ซึ่งส่งผลจนถึงปัจจุบัน และสิ่งที่ผมทำอะไรในวันนี้ จึงส่งผลกระทบต่ออนาคตด้วยเหมือนกัน...เพราะฉะนั้น องค์ประกอบเหล่านี้เราจะต้องบริหารให้คงอยู่คู่กับพรรคตลอด ถามว่าจะอยู่ได้ยังไง ก็ต้องบริหารงานให้คนพึงพอใจโดยไม่เสียจุดยืนที่ถูกต้องเหมาะสม เป็นไปตามหลักการ กฎหมาย คนพอใจอะไร คุณก็ต้องถามต่อพอใจที่เราสามารถสนองตอบความต้องการ แต่ก็ต้องไม่ทำให้เกิดผลกระทบอย่างอื่นตามมา
”ส่วนทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่กล่าวว่า คนต่างจังหวัดเลือกรัฐบาล คนกรุงเทพฯ ล้มรัฐบาล
“องอาจ” มองว่า คนกรุงเทพฯ เป็นคนใกล้ชิดกับข้อมูลข่าวสารมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ในสังคม จริงๆ คนกรุงเทพฯ ก็คือคนต่างจังหวัดที่เข้ามาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ สร้างฐานะ สร้างครอบครัวคนกรุงเทพฯ จึงเป็นคนที่มีความพร้อมระดับหนึ่งในการตัดสินอะไรก็ตาม วิถีชีวิตตัวเอง ชะตากรรมบ้านเมือง หรือตัดสินอะไรก็ตาม ที่เขาจำเป็นต้องตัดสิน หรือเลือกอะไรก็ตามที่เขาจำเป็นต้องเลือก เขาก็จะมีความพร้อมค่อนข้างมากในการเลือกตัดสิน เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลก คนต่างจังหวัดจะสร้างรัฐบาล คนกรุงเทพฯ จะล้มรัฐบาล







