
ฝันร้ายที่ไม่ปรานี
ระหว่างสังสรรค์ทิ้งทวนจากปีเก่าสู่ปีใหม่ สิ่งที่ซ่อนในความสุขชั่วคราวและกำลังเดินทางมาหาเรา
ระหว่างสังสรรค์ทิ้งทวนจากปีเก่าสู่ปีใหม่ สิ่งที่ซ่อนในความสุขชั่วคราวและกำลังเดินทางมาหาเรา ดูจะเป็นสัญญาณอันตรายในปีหน้าจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่สู้ดีจนอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย
คนเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจต่อรอง ล้วนอยู่บนความไม่แน่นอน กระทั่งเสี่ยงที่ต้องตกงาน
บรรยากาศอึมครึมปรากฏให้เห็นไม่กี่เดือนก่อน หลายแห่งมีการเลย์ออฟพนักงาน แวดวงสื่อก็เช่นกัน บางสำนักเริ่มรีดไขมัน แจ้งพนักงานใครจะลาออกโดยสมัครใจ จะจ่ายชดเชยตามกฎหมาย บางที่มีคำสั่งฟ้าผ่าสั่งยุบแผนก ยุบสิ่งพิมพ์ส่วนเกิน ใช้เอาต์ซอร์สแทน ขณะที่ทีวีดิจิทัลที่ซื้อตัวด้วยราคาไม่อั้น กำลังเป็น “ฟองสบู่”
ธุรกิจสื่อสมัยนี้ไม่เหมือนอดีต แต่ละบริษัทขยายการลงทุนมาก แตกแขนงทำหลายสื่อ หนังสือพิมพ์ ทีวี ออนไลน์ ในยุคสังคม “ตาแตก” ต้องแข่งกันด้วยข้อมูลหนักหน่วง สื่อทีวีก็ไม่น้อยหน้า ผู้บริหารต้องหาช่องเพิ่มจากทีวีดิจิทัลในส่วนนี้มีรายจ่ายมหาศาลเพิ่มขึ้นอีก แม้ว่าทิศทางโฆษณาในออนไลน์และดิจิทัลจะขยายตัว แต่หลายสื่อก็ต้องห้ำหั่นแย่งกันเขมือบเค้กก้อนนี้
บรรยากาศเหงาๆ ปนระทึกที่คืบคลานเข้ามา ทำให้นึกถึงวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 เมื่อ 17 ปีก่อน ตอนนั้น ผมยังเป็นนักข่าวใหม่ๆ ทำงานได้ไม่กี่ปีเพราะเพิ่งจบ กำลังอยู่ในช่วงดีใจที่เริ่ม มีงานทำ มีเงินเก็บครั้งแรกในชีวิตโดยไม่ต้องพึ่งพ่อ
ช่วงนั้นอะไรๆ ก็ดูซึมเศร้า หดหู่ ต้มยำกุ้งทำเอาพี่ๆ เพื่อนๆ ได้รับผลกระทบทีละคนสองคน รุ่นพี่ที่เคารพต้องจากลาด้วยน้ำตา เพื่อนในกลุ่มหายไปทำอาชีพใหม่ แต่ละสัปดาห์ต้องมาคอยลุ้นว่า ใคร...ฉบับไหนจะโดนบ้าง แรกๆ ก็ปรับทุกข์ แค่โดนลดเงินเดือนไม่เป็นไร ให้กำลังใจ ปลอบขวัญกันฉันพี่น้องว่า ฉบับเอ็งน่าจะอยู่รอดสบาย เพราะทุนหนา สายป่านกว้าง ตัวนักข่าวก็มีคุณภาพ สร้างผลงาน ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นเจอเลย์ออฟเล่นเอาช็อกทั้งน้ำตาหนักกว่านั้น หนังสือพิมพ์ฉบับที่เพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่กี่ปี ต้องปิดตัวเองลง นักข่าว กองบรรณาธิการนับร้อยตกงานยกแผง
หลายเดือนผ่านไป ไม่มีใครมีกะจิตกะใจทำงาน สงสารเพื่อนร่วมวิชาชีพ จากห้องนักข่าวที่มีคนอยู่ 40 คน เหลือ 35 เหลือ 30 และ 25 ลดลงไปเรื่อยภายในไม่กี่เดือน บ้านที่กำลังผ่อน รถที่เพิ่งซื้อต้องถูกยึด
ขาดเงินผ่อนส่ง บางคนเพิ่งแต่งงาน มีภาระเลี้ยงดูลูก ชมรมนักข่าวรวมตัวกันช่วยเหลือเพื่อนพ้องหาที่เปิดท้ายขายของเป็นช่องทางรายได้ให้กับ คนข่าวจำนวนมากที่ตกงาน
ผมได้แต่เฝ้ามองการจากไปของแต่ละคนด้วยความเศร้าหมอง เหมือนนกน้อยถูกพรานสอยร่วงทีละตัว วินาทีนั้นเลิกพูดถึงอุดมการณ์สื่อ แค่ชีวิตตัวเองยังเอาตัวไม่รอด แล้วสื่ออย่างเราจะไปช่วยใครได้
ทุกครั้งกลับมาคิด ชะตากรรมเราจะเป็นอย่างไร แต่ก็มั่นใจบริษัทเราเข้มแข็ง แหม ฝรั่งระดับโลกเพิ่งเข้ามาเทกโอเวอร์ ทุนแน่นหายห่วง
วันหนึ่งผมถูกเรียกเข้าออฟฟิศ หัวหน้าบอกว่า ผู้บริหารเรียกประชุมด่วนทีมข่าวการเมือง 4 คน ไม่มีใครรู้วาระอะไร รู้แต่ว่าเป็นผู้บริหารระดับสูงสุดที่เพิ่งย้ายมาจากต่างประเทศ คงมอบนโยบายพิเศษในการทำงานกระมัง
ตอนนั้นคิดแง่ลบสุดๆ ไว้ก่อน เขาอาจแจ้งปรับลดเงินเดือนก็ได้ ก็ไม่เป็นไร หลายคนก็โดนกันหมดแล้ว เราจะเข้ากระแสกับเขาบ้าง เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกัน ก็ไม่ว่ากัน
ช่วงเวลาระทึกเข้ามาถึง ผู้บริหารเรียกเข้าไปทีละคน พร้อมด้วยหัวหน้าข่าวที่นั่งอยู่ข้างใน ไม่มีการพูดพล่ามทำเพลง แต่ร่ายยาวเป็นภาษาอังกฤษ สรุปความ ขอเลิกจ้างเราแล้ว เนื่องจากบริษัทต้องปรับตัวกับวิกฤตเศรษฐกิจ จำเป็นต้องลดคนในแผนกที่คิดว่าไม่จำเป็น คือ “นักข่าวสายการเมือง”
วินาทีนั้นมึน ทำอะไรไม่ถูก แต่ได้นั่งฟัง ผู้บริหารสปีคอิงลิชสำเนียงอินเดีย ก่อนจบท้ายให้เราเซ็นการเลิกจ้างและจะจ่ายชดเชยให้ตามกฎหมาย
ที่บาดใจที่สุด คือ ความหวังดีแบบเลือดเย็นที่เขาบอกกับผมว่า
“คุณสามารถใช้โทรศัพท์ที่ออฟฟิศเราตลอดเวลาได้เพื่อโทรสมัครงานใหม่ ไม่ว่าวันไหน เรายินดีให้ใช้ได้”
ผมเดินจากลาออฟฟิศแห่งนั้น ใบหน้าชา คิดไม่ออก บอกไม่ถูก ได้ยินเสียงพี่ๆ ตะโกนเรียกพร้อมเสียงร้องไห้เสียใจที่ต้องจากกันไป แต่ก็พูดอะไรไม่ถูก แค่นึกไม่ถึงว่าเราจะโดนเหมือนแบบเขา
ยังแอบคิดในใจว่า จะกลับไปยังรัฐสภาดีไหม เพื่อไปแจ้งเพื่อนๆ ให้เข้ากระแสกับเขาว่า “เอ้ย คิวกูก็โดนแล้วเว้ย”
ความฝันของผมอยากเป็นนักข่าวที่รัฐสภาไปจนชั่วชีวิต เพราะเพิ่งค้นหาตัวเองเจอว่า มันใช่และชอบงานประเภทนี่้มาก แต่ตอนนั้นทุกอย่างมันจบกัน
ความทรงจำครั้งนั้น มันเป็น “ฝันร้าย” ของผม ทุกครั้งที่มีข่าวเศรษฐกิจแย่ ลดคนงาน ชวนให้นึกถึงความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นกับทุกชีวิตได้ทุกเวลา ...มันไม่ปรานีใครจริงๆ







