
โลก 'คิดออฟ' แอฟริกาใต้ต้นแบบปรองดองทะลวงประตูสากล
คิกออฟ...กันไปแล้วสำหรับมหกรรมฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้
...เป็นเวิลด์คัพที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความปรองดอง
นายเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ในวัย 91 ปี รัฐบุรุษและวีรบุรุษแห่งชาติ ถึงกับกล่าวว่า ฟุตบอลโลกหนนี้จะเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของแอฟริกา พลังของฟุตบอลจะทำให้ผู้คนทั่วโลกรักใคร่กลมเกลียวกัน โดยปราศจากการแบ่งแยกภาษา สีผิว การเมือง หรือศาสนา
ประธานาธิบดี จาค็อบ ซูมา ประธานาธิบดีผิวสีคนปัจจุบัน บอกว่า สุดแสนจะกินใจที่ได้เห็นคนทั้งชาติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการจัดมหกรรมบอลโลกหนนี้
ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ประเทศนี้เต็มไปด้วยรอยบาดแผลลึกของคน
“ต่างสี” แอฟริกาใต้ไม่ต่างจากดินแดนอาณานิคมอังกฤษอื่นๆ ในภูมิภาคที่ชนส่วนน้อยคือคนขาวเป็นผู้ปกครอง และชนชั้นถูกปกครองคือคนส่วนใหญ่ที่เป็นคนผิวสีที่ถูกกดขี่และปฏิบัติอย่างไร้ซึ่งมนุษยธรรมความแตกแยกทางเชื้อชาติปะทุหนักหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อคนผิวขาวใช้นโยบายกีดกันทางสังคมอย่างสุดโต่ง คนผิวสีซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ 90% ห้ามใช้รถเมล์ร่วมกับคนผิวขาว ห้ามใช้ชายหาด ห้ามนั่งม้านั่งร่วมกับคนผิวขาว และไร้สิทธิเลือกตั้ง นักการเมืองผิวสีถูกกวาดล้าง อย่างนายแมนเดลา รัฐบุรุษและวีรบุรุษแห่งชาติในวันนี้ ก็เคยถูกขังลืมมานาน 27 ปี ในคุกกลางทะเล
ความตึงเครียดยังระเบิดขึ้นด้วยเหตุจลาจลที่โซวีโต มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 500 คน
แอฟริกาใต้เกือบตกอยู่ในสถานะรัฐที่ล้มเหลว ด้วยการลุกฮือก่ออาชญากรรมของคนในชาติ สังคมแตกแยก และเดือดดาล
จนมาถึงการเลือกตั้งในปี 1994 ที่ยินยอมให้ทุกสีผิวมีสิทธิเดินเข้าคูหา และนายแมนเดลา ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีที่ผิวไม่ขาวคนแรกในประวัติศาสตร์ชาติ
แต่ในทางกลับกัน นั่นส่งผลให้คนขาวเองเริ่มรู้สึกหวาดกลัว หวั่นจะถูกเอาคืน ถือเป็นงานหนักของนายแมนเดลา กับภาระ
“การสร้างความปรองดองแห่งชาติ” ที่จะต้องกำจัดความกลัวที่เกิดขึ้นในคนขาว และระงับความโกรธแค้นของกลุ่มคนดำ...ทุกคนในชาติจะต้องเป็น
“สีเดียวกัน”กีฬาถูกเลือกนำมาใช้เพื่อการสร้างความปรองดอง นายแมนเดลาเอาชนะใจคนขาวด้วยการที่เขาใส่เสื้อทีมรักบี้ของคนขาว ในแมตช์ชิงชนะเลิศระหว่างทีมแอฟริกาใต้
“สปริงบอกซ์” และทีมนิวซีแลนด์ “ออลแบล็ก”ที่ผ่านมา การแบ่งแยกทางสีผิวและชนชั้นในแอฟริกานั้นเลยเถิดไปถึงเกมกีฬา เมื่อรักบี้เป็นกีฬาของคนขาว เป็นสัญลักษณ์สืบทอดแห่งความเป็นอังกฤษที่คนดำไม่มีสิทธิ
นายแมนเดลาสวมเสื้อหมายเลข 6 ของนายฟรังซัวร์ ปีนาร์ กัปตันทีม และนายแมนเดลาได้ขึ้นมอบถ้วยรางวัลให้กับนายปีนาร์ด้วยมือตัวเอง หลังสปริงบอกซ์เอาชนะออลแบล็กไปได้
“
กำลังใจของทีมไม่ได้มาจากผู้ชมในสนาม 6.2 หมื่นคนแค่นั้น แต่มาจากทั้งประเทศ 43 ล้านคน” กัปตันทีมซึ่งเป็นคนขาว กล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการปรองดองที่ผลิดอกขึ้นในสนามรักบี้ครั้งแรกในโลก
แม้ในวันนี้จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มรดกแห่งความแตกแยกที่กินเวลานานมาหลายร้อยปีนั้นยังเป็นรอยแผลเป็นในแอฟริกาใต้ ที่คนขาวยังกุมชะตาเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของชาติ ขณะที่คนดำเกือบครึ่งตกงานเป็นปัญหาสังคม ทำให้แอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีอาชญากรรมมากที่สุดในโลก เฉลี่ยวันละเกือบ 50 คดี
ส่วนในวงการกีฬาต้นกำเนิดการปรองดองแห่งชาติ รักบี้ก็ยังคงเป็นกีฬาของคนขาว และฟุตบอลก็ยังเป็นของคนดำ และเมื่อคนผิวขาวเชียร์ฟุตบอล ก็จะเชียร์แต่ทีมยุโรป
กระนั้นก็ตาม ในเวิลด์คัพครั้งนี้มีนักฟุตบอลผิวขาวแท้ๆ ร่วมทีมด้วย 1 คน ชื่อว่า นายแมทธิว บูธ เป็นอีกช่วงเวลาแห่งการปรองดองที่คนสองสีได้วิ่งร่วมกันในสนามฟุตบอลเดียวกัน
...และคนสองสีจะได้ร่วมเชียร์บนอัฒจันทร์เดียวกัน







