
เปิดทางนายกฯคนนอก กรุยทางรัฐบาลแห่งชาติ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ในที่สุดการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็มาถึงหลักกิโลเมตรที่สำคัญ เมื่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญมีฉันทามติให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส.
ประเด็นเรื่องการไม่ให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส.ก็ได้ ถือว่ามีความละเอียดอ่อนในทางการเมืองอยู่ไม่น้อย ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญของประเทศไทย 2 ฉบับล่าสุดทั้งปี 2540 และ 2550 ต่างคงหลักการให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส. โดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้นายกรัฐมนตรีมีสถานะเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย
วิวัฒนาการของกระบวนการในการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีก่อนปี 2540 นั้น ประเทศไทยเคยผ่านการมีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็น สส.มาแล้ว จนกระทั่งมาเกิดวิกฤตการเมืองในปี 2535 ภายหลัง
พล.อ.สุจินดา คราประยูร หนึ่งในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลง
เวลานั้นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534 ไม่ได้กำหนดกระบวนการเลือกบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี เพียงแต่บัญญัติไว้ในมาตรา 159 ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน
สี่สิบแปดคน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี”
ทันทีที่ พล.อ.สุจินดา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เกิดแรงต้านจากประชาชน เพราะถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจของ รสช. ก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงและกลายเป็นเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในที่สุด
นับจากนั้นเป็นต้นมา รัฐธรรมนูญของไทยตั้งแต่ปี 2540 จึงวางหลักให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งของสภาผู้แทนราษฎรพร้อมกับต้องเป็น สส. ยิ่งไปกว่านั้นการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีของ สส.ยังต้องทำแบบเปิดเผยอีกด้วย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด
ขณะเดียวกัน ระหว่างการจัดทำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 คณะ กมธ.ยกร่างฯ ในเวลานั้นก็มีความคิดเช่นกันว่านายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส. แต่สุดท้ายแนวคิดก็ไปไม่ถึงฝั่ง เพราะเกรงว่าหากไปกำหนดให้ที่มานายกรัฐมนตรีเป็นแบบนั้นจะทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองว่าเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) สืบทอดอำนาจเหมือนกับ รสช.อีกหรือไม่
มาในปี 2557 คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้นำระบบเดิมมาผสมกับแบบใหม่ คือ ให้นายกรัฐมนตรีจะเป็นหรือไม่เป็น สส.ก็ได้ แต่ต้องมาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฎร และให้ประธานสภาจะเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
สาเหตุที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องเป็น สส. ส่วนหนึ่งต้องการเปิดทางให้คนกลางเข้ามาเป็นผู้นำประเทศหากเกิดวิกฤตการเมืองในอนาคต ในลักษณะที่ฝ่ายการเมืองต่างไม่ยอมรับนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน เช่น พรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมรับนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย หรือพรรคเพื่อไทยไม่ยอมรับนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น
ในทางกลับกัน ถ้ามองถึงบริบทสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันที่ต้องใช้เวลาปฏิรูปประเทศมากกว่า 1 ปี ผนวกกับการเปิดทางให้คนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีได้ จึงมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่หลังการเลือกตั้งจะไม่ได้เป็น สส. และกลายเป็น “รัฐบาลแห่งชาติ”
เหตุผลที่สนับสนุนให้การตั้งรัฐบาลแห่งชาติมีความเป็นไปได้อยู่ที่ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังมีความคุกรุ่นกันอยู่ระหว่างพรรคการเมือง และกลุ่มสีเสื้อการเมือง สถานการณ์แบบนี้หากปล่อยให้ผู้นำพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ย่อมทำให้การเมืองกลับไปสู่ความขัดแย้งแบบเดิม และเมื่อความขัดแย้งกลับมาปะทุอีกครั้งย่อมทำให้การปฏิรูปประเทศก็ไม่อาจเดินไปต่อได้
ดังนั้น การให้บุคคลที่ไม่ได้อยู่กับพรรคการเมืองใดมาเป็นนายกรัฐมนตรี จะมีส่วนช่วยให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้งปี 2559 มีความราบรื่นมากขึ้น และช่วยลดความหวาดระแวงว่าฝ่ายการเมืองจะมีการเช็กบิลอีกฝ่าย
แต่ถึงที่สุดแล้วความเป็นไปได้ของทฤษฎีนี้ขึ้นอยู่กับการเจรจาว่าจะยอมกันได้ขนาดไหน







