posttoday
มะกันโตเดี่ยว ไม่เอื้อศก.โลก

มะกันโตเดี่ยว ไม่เอื้อศก.โลก

25 ธันวาคม 2557

ถือเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงก่อนสิ้นปี สำหรับการปรับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐประจำไตรมาส 3 อยู่ที่ 5% ต่อปี จากเดิมที่ 4.6% ถือว่าสูงกว่าประเทศตลาดเกิดใหม่บางประเทศด้วยซ้ำ

ถือเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงก่อนสิ้นปี สำหรับการปรับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐประจำไตรมาส 3 อยู่ที่ 5% ต่อปี จากเดิมที่ 4.6% ถือว่าสูงกว่าประเทศตลาดเกิดใหม่บางประเทศด้วยซ้ำ

ตัวเลขจีดีพีที่ปรับตัวสูงที่สุดตั้งแต่ปี 2003 ได้รับปัจจัยการเติบโตมาจากการบริโภคภายในประเทศที่สูงขึ้น โดยมีเหตุหลักๆ มาจากนโยบายดอกเบี้ยต่ำของธนาคารกลางสหรัฐและราคาน้ำมันถูก

และด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก การเติบโตอย่างโดดเด่นของจีดีพีสหรัฐขึ้นสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ทะยานขึ้นทะลุ 18,000 จุด ถือเป็นการทำสถิติทะลุเพดานของปี ด้านเอสแอนด์พี 500 ทะยานขึ้นไปแตะที่ 2,000 จุด ขณะที่ตลาดหุ้นในเอเชียได้รับอานิสงส์กันถ้วนหน้า

เช่นเดียวกัน ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 120 เยน/เหรียญสหรัฐ และราคาทองคำซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจก็ร่วงต่ำลง

ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสิ่งสะท้อนความมั่นใจของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และด้วยการเป็นตลาดบริโภคขนาดใหญ่ที่นำเข้าสินค้าจากทั่วโลก จึงไม่แปลกที่เมืองลุงแซมจะถูกตั้งความหวังในฐานะหัวรถจักรใหม่เอี่ยมที่จะฉุดรากให้เศรษฐกิจโลกหลุดพ้นจากความปากเหว

ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกตลอดปี 2014 ที่ผ่านมาอยู่ในภาวะซบเซาอย่างหนัก ทั้งธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกหลายครั้ง ด้านกลุ่มเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว อย่างญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป (อียู) กำลังอยู่ในสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวและกำลังต่อสู้กับภาวะเงินฝืด ขณะที่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่กูรูหลายท่านแสดงความเห็นว่าจะก้าวขึ้นมาในแรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจโลก ก็ชะลอความร้อนแรงลงเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจเมืองลุงแซมจะสามารถเติบโตได้อย่างโดดเด่น แต่การตั้งความหวังว่าเศรษฐกิจเมืองลุงแซมจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนตัวใหม่นั้น นับว่ายังห่างไกลจากความเป็นจริง

หลักฐานคือ ในระหว่างการทะยานขึ้นของเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่หลายประเทศ โดยเฉพาะจีนในช่วงหลังวิกฤตการเงินปี 2009 นั้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าจ้าง จึงทำให้การผลิตสินค้าในโรงงานแห่งนี้มีราคาสูงขึ้น จนผู้ประกอบการบางส่วนย้ายฐานการผลิตกลับไปที่สหรัฐที่แม้จะมีค่าแรงราคาสูงเช่นกัน แต่ก็ช่วยประหยัดค่าขนส่งได้มากทีเดียว

ฉะนั้น สหรัฐอาจไม่ใช่ผู้ที่จะช่วยกระตุ้นการส่งออกของหลายประเทศอีกต่อไป เนื่องจากการผลิตบางส่วนได้ย้ายกลับมาที่สหรัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หรือนับเป็นการผลิตเองและใช้เองภายในประเทศนั่นเอง     

อีกนัยหนึ่งนั้นอาจกล่าวได้ว่า สภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาของโลกนั้นเป็นปัจจัยในการเสริมสร้างเศรษฐกิจสหรัฐด้วยซ้ำ หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือสหรัฐกำลังเหยียบบ่าโลกเพื่อโต

กรณีดังกล่าวพิสูจน์ได้จากการเพิ่มผลผลิตน้ำมันดิบด้วยการขุดเจาะน้ำมันในชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) ที่ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกดิ่งลงอย่างรุนแรง ซึ่งนับว่าส่งผลดีที่ทำให้ราคาสินค้าลดลงกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศอันเป็นภาคส่วนหลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก กระนั้นราคาน้ำมันที่ลดฮวบกลับสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัสเซีย ซึ่งค่าเงินรูเบิ้ลร่วงลงถึง 50%

เห็นได้ชัดว่าสหรัฐกำลังทำลายเศรษฐกิจของทั่วโลกเพื่ออุ้มเศรษฐกิจภายในประเทศ

นอกจากนั้น ในช่วงปี 2014 ที่ผ่านมา เงินทุนก็กำลังจะไหลบ่ากลับเข้าสู่สหรัฐอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากตลาดหุ้นสหรัฐที่ทะยานทะลุสถิติหลายครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐเอง โดยมีเครื่องมือหลักคือนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) และนโยบายดอกเบี้ยต่ำ

ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทยอยปรับลดมาตรการคิวอีมาตั้งแต่ต้นปี และยุติอย่างสิ้นเชิงในเดือน ต.ค. ซึ่งนับเป็นการดูดเม็ดเงินออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่จนเหือดแห้ง

แน่นอนว่าการไหลกลับของเงินทุนส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่กำลังกระหายเงินลงทุนเพื่อการขยายตัว ขณะที่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่กำลังเผชิญกับภาวะสภาพคล่องเหือดแห้งทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะงัก

มิหนำซ้ำ เศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ที่เติบโตจากการก่อหนี้ กำลังเสี่ยงต่อภาวะผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากสกุลเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นอีกด้วย

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐในปี 2015 จะเป็นแรงดึงดูดที่สำคัญให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง อีกทั้งยังทำให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นด้วย ยิ่งเป็นการซ้ำเติมสภาพเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ อิทธิพลในการเคลื่อนชักนำเงินลงทุนได้ดั่งใจของเฟดทำให้ประเทศเศรษฐกิจรายอื่นจำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมทั้งจีน ญี่ปุ่น และอียูต่างงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาจนแทบจะหมดหน้าตักเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะซบเซา ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะความผันผวนในตลาดการเงินในปีหน้า

ดังนั้น นอกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่สามารถเป็นหัวรถจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้แล้ว ยังใช้ความซบเซาของเศรษฐกิจโลกเพื่อเติบโตอย่างโดดเดี่ยวอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ