
จริยธรรมาภิบาลนักการเมือง กับการปฏิรูปประเทศไทย (จบ)
ปัญหาสำคัญๆ ของระบบการเมืองไทยนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา ที่ยังไม่สามารถแก้ไขให้ตกไปได้ก็คือ
ปัญหาสำคัญๆ ของระบบการเมืองไทยนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา ที่ยังไม่สามารถแก้ไขให้ตกไปได้ก็คือ
ประการแรก มีนักธุรกิจที่เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มทุนกึ่งผูกขาด ได้จัดตั้งพรรคการเมืองที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นการลงทุนทางการเมือง กล่าวคือ เป็นการใช้เงินไปซื้ออำนาจทางการเมือง และเมื่อได้อำนาจทางการเมืองแล้ว ก็ใช้อำนาจทางการเมืองนั้นไปแสวงหาผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจโดยมิชอบต่อไป
ประการที่สอง เป็นที่น่าสังเกตว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นเหมือนองค์กรธุรกิจส่วนตัวของนักธุรกิจการเมือง มากกว่าที่จะเป็นพรรคการเมืองที่จะเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของประเทศและของประชาชน
ประการที่สาม ระบบการบริหารจัดการการเลือกตั้ง สส.ในระดับชาติและนักการเมืองในระดับท้องถิ่น โดย กกต.ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ยังไม่สามารถควบคุมให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตได้ การซื้อสิทธิขายเสียงเป็นปรากฏการณ์ที่เกินความสามารถของ กกต.จะกระทำได้
ถ้าหากรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างอยู่ในขณะนี้ไม่สามารถหาหลักคิดใหม่ในการกรองให้คนดีเข้าสู่สังคมการเมืองได้ ปัญหาวิกฤตการเมืองไทยจะกลายเป็นวัฏจักรที่ไม่ช้าก็เร็วก็จะหวนคืนกลับมาอีกและ
ประการที่สี่ ระบบการตรวจสอบการคอร์รัปชั่นของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและนักการเมือง โดย ป.ป.ช.ยังไม่อยู่ในความคาดหวังของประชาชน ผู้คนจำนวนมากยังรู้สึกว่าประสิทธิภาพและประสิทธิผลของ ป.ป.ช.ในการจัดการกับคนทุจริตยังไม่ดีพอ
การทุจริตในการเลือกตั้งและการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบันไม่ได้เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา แต่มีความสลับซับซ้อนมากจนยากที่จะจัดการกับปัญหานี้ด้วยวิธีการทางกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว เพราะเหตุว่าการทุจริตการเลือกตั้งเป็นการโกง โดยใช้มิติทางด้านวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การใช้ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ การใช้ลัทธิเครือญาติ และการใช้ลัทธิพวกพ้อง
ส่วนนักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ยกระดับการโกงด้วยการออกเป็นนโยบายของพรรคการเมืองและของรัฐบาล มีการใช้มติของสภา มติของคณะรัฐมนตรี การใช้พระราชกฤษฎีกา และการออกเป็นพระราชบัญญัติ โดยมี สส.ส่วนใหญ่ให้การรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
สิ่งที่น่าสนใจก็คือการทุจริตที่นักการเมืองได้ผลประโยชน์ไปนั้น ไม่ได้ทำให้ประชาชนที่เป็นฐานคะแนนเสียงของพวกเขามองว่าเป็นการทุจริต แต่กลับมองว่าเป็นเรื่องของบุญคุณ ผู้ที่ทุจริตกลับได้รับการยกย่องและชื่นชมจากญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และคนในชุมชนว่าเป็นคนที่ได้ดีแล้วไม่ลืมพรรคพวก หรือได้ดีแล้วไม่ลืมตัว
สังคมไทยทุกวันนี้จึงตกอยู่ในสภาวะที่คนจำนวนมาก ไม่สามารถจำแนกได้ว่าอะไรคือความดี และอะไรคือความชั่ว? ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถจำแนกได้ว่านักการเมืองที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไร? ควรมีบทบาทหน้าที่อย่างไร? ควรมีความรับผิดชอบต่อประเทศและสังคมอย่างไร? อะไรคือสิ่งที่พวกเขาควรทำและทำได้? และอะไรคือสิ่งที่พวกเขาควรหลีกเลี่ยงไม่ทำ และไม่สามารถทำได้?
ผมคิดว่าวัฒนธรรมแบบอุปถัมภ์ แบบเครือญาติ แบบพวกพ้อง และผลประโยชน์เฉพาะหน้าได้ ทำให้คนไทยจำนวนมากเห็นผิดเป็นชอบ จนการปฏิรูปทางการเมืองและการปฏิรูปประเทศไทยในวันนี้ต้องการหลักคิดใหม่ๆ มากกว่าจะมองการปฏิรูปอยู่ในกรอบประชาธิปไตยแบบเดิมๆ ในบรรดาการปฏิรูปด้านต่างๆ นั้น ผมเห็นว่าการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะหน้าและเป็นประเด็นเร่งด่วนที่เราควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ
ประเด็นแรก สิ่งที่เรากำลังถกเถียงกันในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่คณะ กมธ.ปฏิรูปการเมืองนำเสนอคือ ให้ประชาชนเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและ ครม.โดยทางตรง สส.ไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ และนายกรัฐมนตรีก็ไม่สามารถยุบสภาได้ พูดง่ายๆ ก็คือ เลือกตั้งแล้วทั้งรัฐบาลและสภาจะอยู่ได้จนครบวาระ 4 ปี
ผมคิดว่าหลักคิดนี้มองว่าอยากให้ทั้งรัฐบาลและสภาเข้มแข็ง และแบ่งแยกหน้าที่กันอย่างเด็ดขาด เพื่อให้การเมืองมีเสถียรภาพ สำหรับในประเด็นนี้ผมมีข้อสังเกตดังนี้ คือ
(1) หลักคิดนี้ยังคงมองระบอบประชาธิปไตยแบบดั้งเดิม คืออยากเห็นรัฐบาลและสภาเข้มแข็ง ดูเหมือนว่าหลักคิดนี้จะให้ความสำคัญกับภาคประชาสังคมหรือภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองน้อยไปหน่อย ผมคิดว่าประชาธิปไตยแบบใหม่ของไทยควรต้องเอาภาคประชาสังคมเข้ามาเป็นตัวแสดงที่สำคัญในพื้นที่ทางการเมือง นอกเหนือจากการมีรัฐบาลและสภาที่เป็นตัวแสดงสำคัญดั้งเดิม
อยู่แล้ว
(2) เราไม่ควรมองรัฐธรรมนูญเป็นจุดๆ หรือด้านเดียว ประเด็นเดียว แต่ควรมองภาพรวม เพราะมาตรการแก้ปัญหาหนึ่งอาจสร้างปัญหาใหม่ เช่น การเลือกตั้ง นายกฯ/ครม. ทางตรงอาจดูดี เพราะเป็นการให้ประชาชนเลือกใช้อำนาจทางตรง แต่เราจะป้องกันการแทรกแซงของกลุ่มธนกิจการเมืองที่จะง่ายขึ้นในการแทรกแซงครอบงำนายกฯ/ครม.ทางตรงได้เช่นเดียวกัน เพราะว่ากลุ่มธนกิจการเมืองไม่ต้องไปจ่ายเงินผ่าน สส.ผ่านพรรคการเมืองอีกต่อไป
(3) เรื่องคนกับระบบ เรายังเน้นเฉพาะการออกแบบระบบ แต่ยังให้น้ำหนักน้อยในการพัฒนาคุณภาพคน หรือการออกแบบมาตรฐานการคัดคนเข้าสู่ระบบ เราควรเพิ่มมาตรฐานของคนที่จะประกอบอาชีพเป็นนักการเมืองให้มากขึ้น หรือเพื่อให้ระบบประชาธิปไตยไทยมีหลักประกันเรื่องคุณธรรมความดี และความสุจริตของผู้ที่จะประกอบอาชีพเป็นนักการเมืองให้เห็นเป็นที่ประจักษ์มากยิ่งกว่าคนธรรมดาทั่วไป
(4) ปัญหาทุจริตเลือกตั้งยังแก้ไม่ตกและยังรุนแรงซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จากการซื้อขายเสียงธรรมดากลายเป็นการซื้อ กกต.มีการแทรกแซงกลไกจัดการเลือกตั้ง ทำให้กระบวนการเลือกตั้งกลายเป็นเพียงการสัมปทานอำนาจรัฐแก่กลุ่มธนกิจการเมืองเท่านั้น กระบวนการเลือกตั้งไม่ใช่กระบวนการคัดคนเข้าสู่อำนาจที่น่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้นควรแก้ปัญหาการทุจริตเลือกตั้งให้ลดลงให้ได้ โดยการตัดอำนาจกึ่งตุลาการของ กกต. โดยให้มีศาลคดีเลือกตั้งและกำหนดให้ กกต.ทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมในการจัดการเลือกตั้งแต่ละครั้ง เช่น การจัดงบประมาณที่พอเพียง การอบรมอาสาสมัครเพื่อตรวจสอบการเลือกตั้ง และห้ามใช้นโยบายประชานิยมมาหาเสียงโดยปราศจากแผนการหาทุนที่ชัดเจน
(5) การเมืองที่ล้มเหลวมีสาเหตุจากการผูกขาดทางการเมือง หรือความพยายามสร้างอำนาจเดี่ยวเข้าครอบงำการถ่วงดุลตรวจสอบ และปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำให้การกำหนดนโยบายสาธารณะเกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และการทุจริตเชิงนโยบาย ฉะนั้นต้องลดระดับการปกครองโดยส่วนกลางและเพิ่มบทบาทในการตัดสินใจทางการเมืองของภาคประชาชนให้มากขึ้น เช่น การกระจายอำนาจในทุกมิติ ทั้งแนวราบและแนวดิ่ง
(6) รัฐธรรมนูญต้องเขียนให้ชัดเจนว่ากรอบเวลาในการตรากฎหมายลูกแต่ละฉบับจะใช้เวลาได้ไม่เกินกี่ปี ถ้าสภาทำไม่ได้จะต้องให้สภารับผิดรับชอบอย่างไร รวมทั้งต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าจะต้องทบทวนหรือยกเลิกกฎหมายเดิมที่ขัดกับรัฐธรรมนูญกี่ฉบับ ภายในเวลากี่ปี เพราะปัญหาใหญ่ประการหนึ่งคือ ราชการยังคงใช้กฎหมายที่ขัดกับรัฐธรรมนูญอยู่หลายร้อยฉบับ







