
ศึกวิวาทะ​ ต่างคนต่างเจ็บ
ศึกวิวาทะระหว่าง บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ยังไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ
ศึกวิวาทะระหว่าง บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ยังไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ
มิหนำซ้ำยังตั้งเค้าบานปลายกลายเป็นความขัดแย้ง นอกจากจะไม่เป็นผลดีต่อทั้ง บวรศักดิ์ และ สมบัติ แล้วยังสร้างความปั่นป่วนให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ
ต่อจากนี้
ต้องยอมรับว่าประเด็นเรื่องที่มาของ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถือเป็นหนึ่งในกลไกหลักของการปกครองที่มีความเห็นแตกต่างกันชัดเจน
แต่ละทางเลือกที่เสนอขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาอุดช่องโหว่จากในอดีต ล้วนแต่มีทั้งข้อดี ข้อเสีย จนยากจะหาฉันทามติเลือกทางใดทางหนึ่งที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน
สำหรับ บวรศักดิ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ การออกมาแสดงความเป็นห่วงเป็นใยต่อแนวทางระบบเลือกตั้งตรง นายกฯ และ ครม.ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ถึงความหวังดี
ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลเรื่องความเสี่ยงต่างๆ อาทิ ความเสี่ยงที่จะได้นายกฯ มาจากกระแส ความเสี่ยงที่นายกฯ และ ครม.เข้มแข็งเกินไป ปลดไม่ได้นายกฯ ก็ปรับ ครม.ลำบาก ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่สูงมาก คือนายกฯ มีอำนาจมากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐ ความเสี่ยงเรื่องระบบตรวจสอบ ถึงขั้นอาจกลายเป็นระบบซูเปอร์ประธานาธิบดี
แต่ด้วยลีลาภาษาที่จัดว่าไม่ค่อยเป็นมิตรกลางที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อย่างไล่กลับไปศึกษาข้อมูลรายละเอียดมาใหม่ จนบรรยากาศการประชุมเริ่มคุกรุ่นนั้น ย่อมย้อนกลับมาทำลายต้นทุนความน่าเชื่อถือของ บวรศักดิ์ เอง
เมื่อหน้าที่ของประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้สำคัญแค่ควบคุมดูแลทำคลอดร่างรัฐธรรมนูญให้ออกมาแล้วเสร็จเท่านั้น
แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านอย่างแท้จริง โดยเฉพาะ สปช. ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกระดมความคิดเห็นจากแต่ละภาคส่่วนในสังคมที่ผ่านการคัดกรองอย่างเป็นระบบตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว
แต่ท่าทีประหนึ่งตั้งป้อมคัดค้านระบบเลือกตั้งตรง มากกว่าแสดงความคิดความเห็นตามหลักวิชาการ ย่อมชวนให้คิดได้ว่า กมธ.ยกร่างฯ มีการตั้งธงล่วงหน้า หรือใบเสร็จ อย่างที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์
แถมยังจะพานกระทบไปถึงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอื่นๆ ที่อาจถูกมองว่าเป็นไปเพียงแค่พิธีการมากกว่าต้องการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมออกแบบปฏิรูปครั้งนี้
อีกด้านหนึ่งท่าทีของ สมบัติ ในฐานะประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สปช. มีความชอบธรรมที่ยืนยันข้อเสนอเลือกตั้งตรงนายกฯ และ ครม. ปรับโครงสร้างอำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร เพื่อแก้ปัญหาในอดีต
เมื่อข้อเสนอดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากกรรมาธิการฯ มีขั้นตอนการพิจารณาศึกษาผลกระทบทั้งข้อดี ข้อเสีย อย่างรอบด้าน ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาเสนอแบบลอยๆ หรือมีธงอย่างหนึ่งอย่างใด
ทว่าปัญหาอยู่ที่กระบวนการออกมาตอบโต้ในเชิงวิชาการ จนเสมือนเป็นความไม่ลงรอยระหว่างกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสภาปฏิรูปแห่งชาติที่อาจบานปลายทำให้กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ราบรื่นในอนาคต
ยิ่งหากพิจารณาถ้อยคำการชี้แจงจากฝั่ง สมบัติ จะพบน้ำเสียงที่ดูจะเป็นวิวาทะมากกว่าการชี้แจงทางวิชาการ อย่างเช่นประโยค “เรื่องซูเปอร์ประธานาธิบดีเป็นการใช้ข้อมูลที่ผิดมาสร้างวาทกรรม โดยใช้ศัพท์ทางวิชาการให้ดูน่าเชื่อถือเท่านั้น”
ท่าทีเหล่านี้ย่อมไม่เป็นผลดีกับทาง สมบัติ และ สปช. ที่จะถูกมองว่าจ้องตอบโต้มากกว่านำเสนอข้อมูลเหตุผลการตัดสินใจของกรรมาธิการ
ล่าสุด กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ข้อสรุปเลือกตั้งนายกฯ ตามกลไกรัฐสภาเหมือนเดิม โดย สมบัติ ออกตัวว่าหาก กมธ.ยกร่างฯ ไม่รับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ก็จะไม่มีปัญหาในการลงมติเพื่อรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในที่ประชุม สปช.
แต่รอยร้าวที่เกิดขึ้นยังสุ่มเสี่ยงที่จะบานปลายเป็นความขัดแย้งระลอกใหม่โดยเฉพาะในช่วงแปรญัตติของ สปช.ที่คงมีสมาชิกจุดประเด็นขึ้นใหม่







