
ผนึกกำลังนโยบายการเงิน-การคลังฟื้นเศรษฐกิจ
หลังจากทนให้เศรษฐกิจหดตัวมา 2 ปี นับจากมีการชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จนทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจเมื่อกลางปีที่แล้ว ภาวะเศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะดีขึ้นอย่างที่ตั้งความหวังกัน
หลังจากทนให้เศรษฐกิจหดตัวมา 2 ปี นับจากมีการชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จนทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจเมื่อกลางปีที่แล้ว ภาวะเศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะดีขึ้นอย่างที่ตั้งความหวังกัน
ในปี 2558 ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันนี้ เศรษฐกิจไทยก็ยังดูไม่ออกว่าจะดีขึ้นอย่างชัดเจน เพราะหลายสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจ อาทิ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประมาณการว่า อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2558 คาดว่าจะขยายตัวได้ 4.1% หรือมีช่วงคาดการณ์ 3.6-4.6%
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินทิศทางเศรษฐกิจในปี 2558 โดย กกร.คาดการณ์ว่า จีดีพีปีหน้าจะขยายตัว 3.5-4% ลดลงจากที่ประมาณการเดิมไว้ที่ 4-4.5% เนื่องจากการเบิกจ่ายงบประมาณการลงทุนของภาครัฐน่าจะยังไม่มากเท่าที่ควร
สำนักพยากรณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างปรับลดประมาณการขยายตัวของจีดีพีปี 2558 ลงเกือบทั้งหมด เพราะเริ่มเห็นทิศทางว่าเศรษฐกิจโลกไม่ขยายตัวอย่างสดใสอย่างที่คิดเสียแล้ว กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ยังกังวลใจว่า ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศของอเมริกา ยุโรป โอเปกกับรัสเซีย จะทำให้เกิดการดัมพ์ราคาน้ำมัน เพื่อให้รัสเซียเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกให้เกิดการชะลอตัวหนักกว่าที่คาดไว้
วิกฤตราคาน้ำมันที่ทั้งสหรัฐและโอเปกพยายามใช้ราคาต่ำกดดันรัสเซียที่มีรายได้เข้าประเทศจากการขายน้ำมันเป็นหลักต้องลำบาก แต่ได้สร้างปัญหาให้กับประเทศอื่นด้วยเพราะราคาน้ำมันจะดึงให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นในตลาดซื้อขายล่วงหน้าลดลง อาทิ น้ำตาลทราย ยางพารา ทองคำ ถั่วเหลือง ทำให้ประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรมาก รวมทั้งไทยจะมีรายได้ต่ำลง
นอกจากนี้ เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ามีความสำคัญอย่างมากกับการส่งออกของไทย จะส่งออกได้มากขึ้นหรือน้อยลงอยู่ที่การฟื้นตัวของประเทศคู่ค้าด้วย
การฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจของไทยรอบนี้ ยังคงต้องการความร่วมมือในการทำงานที่สอดประสานกันระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่จะต้องช่วยกันทั้งสองขาเพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้
ชัดเจนว่าภาคการต่างประเทศไม่เกื้อหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีแน่นอน จากความชัดเจนว่าเศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นยังไม่ฟื้นตัว ส่วนจีนก็ประคองให้เศรษฐกิจไม่ให้ร้อนแรงจนฟองสบู่แตก แต่อาการก็ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกเช่นกัน
ดังนั้น ในปีหน้าไทยจะต้องพึ่งพาการขยายตัวเศรษฐกิจในประเทศผลักดันให้เศรษฐกิจโตต่อไป หรือถ้าไม่โตก็ต้องไม่ทรุดลงกว่าที่เป็นอยู่ ความหวังเดียวที่ทุกคนหวังคือ การเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานรัฐบาลให้รวดเร็วและเป็นไปตามเป้าหมาย ไม่ใช่เบิกจ่ายได้เพียง 20% ของเป้าหมายการเบิกจ่ายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2558 ที่กำหนดไว้ 2 แสนล้านบาท
รัฐบาลพยายามหาสาเหตุการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐว่าทำไมจึงต่ำเตี้ยทั้งที่ได้ให้นโยบายไปแล้วให้ล้างท่อ และเบิกจ่ายให้เร็วเพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กรมบัญชีกลางถึงกับต้องนำเอาชื่อของหน่วยงานที่เบิกจ่ายต่ำไปรายงานให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบ เพื่อให้จี้รายกระทรวงให้ใช้จ่ายเงินให้ได้ตามเป้าหมาย
จนถึงขณะนี้ก็ไม่มีใครสามารถตอบได้ว่า การที่งบประมาณเบิกไม่ออกเป็นเพราะอะไรกันแน่ ระหว่างนโยบายการปราบปรามคอร์รัปชั่นของ คสช. ที่เข้มงวดการเบิกจ่ายไม่ให้รั่วไหล การปฏิบัติต้องถูกต้องตามระเบียบเป๊ะ ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาตามมา หรือจะเป็นเพราะว่าข้าราชการเกียร์ว่างเพราะเห็นว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลชั่วคราวอยู่ไม่นานก็ไป ฉะนั้นการเร่งเบิกจ่ายอาจจะทำให้ลำบากหากเปลี่ยนรัฐบาล
จะด้วยเหตุผลใดก็ตามข้อเท็จจริงคือเงินไม่ออก ฉะนั้นการหวังให้มีเม็ดเงินใหม่มาหมุนเวียนให้เกิดการจ้างงาน การค้า การลงทุนต่อเนื่องก็ไม่มี บรรยากาศก็ไม่ชวนให้ประชาชนใช้จ่ายและให้เอกชนลงทุน
ทางด้านนโยบายการเงินก็จดจ้องมองแต่นโยบายระยะกลางและระยะยาว ก็ไม่ควรลืมมองภาวะเศรษฐกิจระยะสั้น เพราะในปีหน้าแนวโน้มหนี้ครัวเรือนที่เป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจ มีอัตราสูงถึง 83% ของจีดีพีจะเริ่มลดลง หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้หารือกับผู้บริหารธนาคารพาณิชย์อยู่บ่อยๆ และธนาคารพาณิชย์ก็ระมัดระวังหนี้เสียทำให้อัตราการขยายตัวของสินเชื่อไม่สูงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
อย่างไรก็ดี เมื่อหนี้ครัวเรือนลดระดับลง แรงกดดันต่อการขยายตัวของการบริโภคอาจจะดีขึ้น แต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นหากอัตราดอกเบี้ยลดลงก็จะยิ่งทำให้บรรยากาศการใช้จ่ายในประเทศดีขึ้น
การเยียวยาเศรษฐกิจไม่สามารถใช้นโยบายขาเดียวแล้วเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ จำเป็นต้องใช้นโยบายสองขา หากต้องการให้คนไข้ออกจากไอซียูโดยเร็ว







