
อินโดนีเซียกับ AEC ตอนที่ 2
อินโดนีเซียกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ตอนแรกที่ตีพิมพ์ไปเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.นั้น ผู้เขียนได้กล่าวถึงประเทศอินโดนีเซียในภาพรวม
อินโดนีเซียกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ตอนแรกที่ตีพิมพ์ไปเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.นั้น ผู้เขียนได้กล่าวถึงประเทศอินโดนีเซียในภาพรวม
ทั้งจุดแข็ง เช่น ขีดความสามารถในการผลิตที่มากพอๆ กับประเทศจีน ทรัพยากรและประชากรจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่ รวมถึงจุดอ่อน เช่น การเมืองที่ยังคงมีการทุจริตคอร์รัปชั่นอยู่มาก เศรษฐกิจที่ยังคงเป็นชาตินิยม หรือระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและระบบขนส่งที่ต้องได้รับการพัฒนาอีกมากเช่นกัน
สัปดาห์นี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงปัญหาของอินโดนีเซีย ประเทศที่ต่างชาติกำลังจับตามองขณะนี้ในส่วนที่เหลือและโอกาสของประเทศไทยในอินโดนีเซียอีกด้วย
คุณผู้อ่านต้องไม่ลืมว่าประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่ยังไม่จัดให้เป็นประเทศยักษ์ใหญ่ด้านการผลิตสินค้าเหมือนอย่างประเทศจีน เนื่องจากสินค้าที่อินโดนีเซียผลิตได้ส่วนใหญ่มักเป็นสินค้าประเภทตอบสนองความต้องการของลูกค้าในระดับล่าง แต่อินโดนีเซียเป็นประเทศที่พึ่งพาการค้าในสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก และในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมาปริมาณการสั่งสินค้าโภคภัณฑ์จากต่างชาติมีจำนวนลดลงและการแข่งขันที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น ทำให้เป็นปัญหาในด้านเศรษฐกิจต่ออินโดนีเซียที่ต้องหาทางแก้ไข
นอกจากปัญหาด้านสินค้าโภคภัณฑ์แล้ว ปัจจุบันอินโดนีเซียยังคงประสบกับปัญหาการไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้ตามต้องการ เนื่องจากขาดการพัฒนาด้านการสำรวจแหล่งพลังงานเพิ่มเติม แต่สิ่งที่น่าห่วงสำหรับอินโดนีเซียในยุคเออีซี ก็คือจะทำอย่างไรกับตัวเลขการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มมากขึ้น โครงสร้างพื้นฐานที่แย่ลง และโดยเฉพาะในเรื่องของนโยบายปกป้องธุรกิจและนักลงทุนภายในประเทศมากกว่าชาวต่างประเทศ
ถามว่าหลังจากที่รับรู้ข้อมูลในภาพรวมของอินโดนีเซียแล้ว โอกาสที่พอจะเป็นของไทยในอินโดนีเซียมีบ้างไหม คำตอบคือ มีครับ
1) อินโดนีเซียยังคงต้องการสินค้าจากประเทศไทยมากมายหลายประการ โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหารสำเร็จรูป
2) อินโดนีเซียยุคประธานาธิบดีคนใหม่ต้องการปฏิรูปเศรษฐกิจหลายด้านโดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการจูงใจของนักลงทุน ฉะนั้นถ้ามองให้ดีน่าจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการก่อสร้าง
3) ผู้ประกอบการไทยต้องอาศัยการสร้างพันธมิตรทางการค้าอย่างเหนียวแน่น เพราะเราต้องไม่ลืมว่าอินโดนีเซียเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก
4) ผู้ประกอบการไทยต้องทำความรู้จักและหาความรู้กับมาตรฐานที่เรียกว่า “ฮาลาล” ให้ดียิ่งขึ้น เพราะเกี่ยวเนื่องกับการผลิตอาหาร
5) ผู้ประกอบการไทยควรต้องติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในด้านกฎระเบียบทางการค้าต่างๆ ที่ออกมาจากประเทศอินโดนีเซีย โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศเขามีผู้นำคนใหม่ ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาตรการทางการค้าหลายๆ อย่างในช่วงนี้
6) ผู้ประกอบการไทยควรใช้ประโยชน์จากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องให้มากยิ่งขึ้นทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการต่างประเทศและในสังกัดกระทรวงพาณิชย์
7) การเดินทางไปสำรวจตลาดด้วยตนเองที่ประเทศอินโดนีเซียจะทำให้รับรู้บรรยากาศและข้อมูลที่เป็นจริงมากยิ่งขึ้น







