posttoday
กก.ต้านทุจริต เสือดุไร้เขี้ยวเล็บ

กก.ต้านทุจริต เสือดุไร้เขี้ยวเล็บ

22 ธันวาคม 2557

นับว่าเป็นจังหวะก้าวสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล ภายหลัง คสช.ตัดสินใจตั้ง “คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ” โดยให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช.เป็นประธาน

นับว่าเป็นจังหวะก้าวสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล ภายหลัง คสช.ตัดสินใจตั้ง “คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ” โดยให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช.เป็นประธาน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตั้งคณะกรรมการดังกล่าวขึ้นมามีเหตุผลหลักเหตุผลเดียว คือ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของ คสช.ที่ได้ประกาศเอาไว้จะต้องมีการปฏิรูปเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา คสช.และรัฐบาลถูกกังขาเป็นอย่างมากว่าเอาจริงกับเรื่องนี้หรือไม่ เช่น ทำไม คสช.ไม่เขียนให้ชัดเจนลงไปในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ว่าให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีอำนาจถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมืองเหมือนกับวุฒิสภา

แม้ที่สุดแล้ว สนช.จะลงมติว่าตัวเองมีอำนาจ แต่ก็ต้องเสียเวลาไปพอสมควรกับการต้องถกเถียงในเรื่องอำนาจของ สนช.โดยไม่มีความจำเป็น ยังไม่นับกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต้องชะลอการไต่สวนคดีถอดถอนเป็นการชั่วคราวจนกว่า สนช.จะมีความชัดเจนในเรื่องอำนาจถอดถอน

แต่นั่นยังไม่เท่ากับการตั้งข้อสังเกตของ “อานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านเวทีสัมมนาวิชาการประจำปี 2557 ของทีดีอาร์ไอเมื่อวันที่ 24 พ.ย. ถึงความจริงใจของรัฐบาลและ คสช.ต่อการแก้ไขปัญหาการทุจริต

ส่งผลให้ คสช.จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเร่งกอบกู้ศรัทธาขึ้นมาด้วยการใช้อำนาจตามกฎหมายที่ตัวเองมีอยู่ แต่ถึงกระนั้นก็มีคำถามว่าคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติเป็นเพียงเสือกระดาษหรือไม่

เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อดูในรายละเอียดของคำสั่ง คสช. ที่ 127/2557 ที่แต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้พบว่ามีอำนาจหนักไปในทาง “ป้องกัน” มากกว่า “ปราบปราม” หรือเรียกได้ว่าเน้นเชิงรับมากกว่าเชิงรุก เนื่องจากมีขอบเขตแค่การทำความเห็นเสนอแนะให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการเชิญบุคคลมาให้ความเห็นในบางกรณี แต่ไร้อำนาจไต่สวนบุคคลในลักษณะที่ให้คุณให้โทษได้

เมื่อออกมาในรูปแบบนี้ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำงานซ้ำซ้อนเกิดขึ้น กล่าวคือ ก่อนหน้านี้ คสช.ได้ตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ที่มีปลัดบัญชีทหารบกเป็นประธาน โดย คตร.ก็มีอำนาจในระนาบเดียวกัน เพียงแต่ คตร.มีอำนาจมากกว่าคณะกรรมการที่ คสช.แต่งตั้งล่าสุดตรงที่ คตร.สามารถเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการที่เป็นคุณหรือเป็นโทษต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ ส่วนอำนาจที่เหลือทั้ง คตร.และคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติแทบจะเหมือนกันทุกประการ

แรกเดิมทีช่วงที่ คสช.ทำการรัฐประหารใหม่ๆ ก็มีการจับตามองว่า คสช.จะใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ตั้งองค์กรพิเศษเพื่อทำภารกิจไล่ล่าการทุจริตเหมือนกับเมื่อปี 2549 ที่คณะทหารได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) โดยให้มีอำนาจปราบปรามการทุจริตแบบเบ็ดเสร็จ

ทว่า ที่สุดแล้ว คสช.ก็ไม่เดินตามรอยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ คสช.เห็นว่าการตั้ง คตส.ของ คมช. แม้จะช่วยปราบปรามการทุจริตได้จริงและสามารถส่งคดีขึ้นสู่ศาลได้เป็นจำนวนมาก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นไปได้ที่ คสช.เห็นปัญหานี้ จึงเลือกที่จะไม่ใช้อำนาจเด็ดขาดสุดซอยและปล่อยให้การปราบปรามการทุจริตเป็นหน้าที่หลักของ ป.ป.ช.แทน

การมอบสิทธิขาดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทำงานปราบปรามทุจริตอย่างที่ คสช.ทำอยู่ ด้านหนึ่งอาจเป็นผลดีและไม่ทำลายบรรยากาศการเมืองก็จริง แต่ในทางกลับกันกลายเป็นว่า ป.ป.ช.กลับต้องเจอตออย่างที่คาดไม่ถึง โดยเฉพาะการไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับการไต่สวนคดี ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การไต่สวนคดีรับจำนำข้าวในส่วนอื่นที่ไม่ใช่ในส่วนของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีล่าช้ากว่าปกติ

ดังนั้น การตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติในครั้งนี้หากไม่อยากให้ใครมองว่าเสียของ คงจะต้องเน้นการทำงานในเชิงรุกตามที่ตัวเองมีอำนาจอยู่จำกัด อย่างการกำชับให้หน่วยงานรัฐให้ความร่วมมือกับ ป.ป.ช.อย่างจริงจัง

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว