
ความผิดที่ไม่มีวันลืม
ผู้ใหญ่ทุกคนต่างผ่านวัยเด็กมาแล้วทั้งนั้น ผมเองก็ผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้วเช่นกัน แต่ยังมองเห็นวัยเด็กของตัวเอง
ผู้ใหญ่ทุกคนต่างผ่านวัยเด็กมาแล้วทั้งนั้น ผมเองก็ผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้วเช่นกัน แต่ยังมองเห็นวัยเด็กของตัวเอง และสัมผัสถึงอารมณ์ ความรู้สึกตื่นเต้นสนุกสนานเมื่อครั้งเยาว์วัยได้อย่างแจ่มชัด ทุกครั้งที่หวนนึกถึงช่วงเวลาดังกล่าว คล้ายได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง และผมมักจะยิ้มกับตัวเองเสมอ ทั้งที่ผ่านมานานเกือบ 80 ปีแล้ว
การได้เล่นซน สนุกสนาน ทำให้ลืมความหิวและความทุกข์ไปได้ ดังนั้นช่วงเวลาวัยเด็กของผมจึงเต็มไปด้วยความทรงจำหลากหลาย รวมไปถึงเรื่องราวสนุกๆ ที่ผมมักเอามาเล่าให้ลูกๆ ของผมฟังในตอนที่พวกเขายังเป็นเด็ก
แน่นอน... พวกเขาสนุกสนานไปตามเรื่องราวที่ผมเล่าให้ฟัง และไม่ลืมที่จะแทรกคำสอนเพื่อการดำเนินชีวิตในทางที่เหมาะควรให้แก่พวกเขา
ผมไม่ใช่คนที่ทำถูกทุกอย่าง ชีวิตวัยเด็กของผม ทำทั้งผิดและถูกปะปนกัน สิ่งที่เคยทำผิด ผมก็นำมาสอนและกำชับให้พวกเขาละเว้นการกระทำนั้น แต่ส่วนที่ทำดีและควรนำมาเป็นแบบอย่าง ผมจะย้ำเตือนให้พวกเขาประพฤติปฏิบัติ
ผมมักบอกลูกว่า “พวกลูกๆ น่ะโชคดีนะที่มีพ่อซึ่งผ่านชีวิตมามาก สามารถนำประสบการณ์มาเล่าเป็นอุทาหรณ์ให้ลูกๆ ได้ เพราะเรื่องบางเรื่องที่เป็นประสบการณ์ความผิดพลาด ก็ไม่จำเป็นต้องไปลองทำ แต่สามารถดูเป็นแบบอย่างเพื่อจะได้ไม่ต้องเดินทางผิด”
เมื่อย้อนกลับไปทบทวนเรื่องราวของตัวเอง ผมพบว่าการเป็นคนดี ประพฤติปฏิบัติตัวดี มีคุณธรรม เป็นเรื่องที่พ่อกับแม่สอนผมได้ แต่เรื่องราวของประสบการณ์ชีวิตนั้น พ่อแม่ไม่ได้สอน ผมเรียนรู้มันด้วยตัวเอง ลองผิดลองถูก ให้ผิดเป็นครู ผมต้องใช้ประสบการณ์สอนตัวเองอยู่เป็นประจำ ชีวิตผมทำดีมาก็มาก แต่ทำไม่ดีก็เคย ผมไม่อายที่จะนำมาเล่า
ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่ผมยังเป็นเด็กอายุแค่ 12 ปี รู้จักคำว่าไม่มีจะกินได้ลึกซึ้งกว่าการรู้หนังสือ และสนใจแต่จะมองหาอาหารใส่ปากท้อง มากกว่าสนใจเรื่องรูปร่างหน้าตา
จนวันหนึ่ง ผมมีโอกาสมองตัวเองในกระจกครั้งแรก พอเห็นตัวเองก็ต้องสะดุ้งสุดตัว นี่ใช่ผมหรือ ใช่ผมจริงๆ น่ะหรือ เนื้อตัวสกปรกมอมแมม ทั้งที่หู คอ หลัง มีแต่คราบไคลสกปรกจับตัวกันเป็นแผ่นๆ ผมยุ่งเป็นกระเซิง เพราะไม่เคยหวี เสื้อก็ไม่ได้ใส่ เวลาไปไหนมาไหนมีแค่กางเกงเก่าๆ ตัวเดียว กางเกงที่นุ่งอยู่มีลักษณะคล้ายๆ กับกางเกงบ็อกเซอร์ของหนุ่มๆ ในยุคปัจจุบัน ผมต้องใส่มันทุกวันจึงไม่มีโอกาสได้ซัก
นอกจากกางเกงเก่าๆ ที่ติดตัวผมตลอดเวลาแล้ว “ความหิว” ก็ติดตัวผมอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน ทำให้ผมแสบท้องวันละหลายๆ ครั้ง อาหารที่กินอยู่ทุกวันนั้นไม่ได้ทำให้ผมอิ่มท้องสักเท่าไร บางทีแม่ต้องต้มข้าวแล้วก็ใส่แป้งมันลงไปผสม เพื่อให้อาหารในหม้อมีปริมาณมากขึ้น บางวันก็ใส่มันสำปะหลังลงไปด้วยเพื่อให้เป็นมื้อที่หนักท้อง
ข้าวที่ผสมมัน ผสมแป้งลงไป มองด้วยตาเราจะรู้สึกว่าเยอะ หายหิว อิ่มเร็ว แต่อาหารแบบนี้กินเข้าไป ในท้องก็จะมีแต่ลม แม้หลังจากกินอิ่มจะเห็นว่าท้องป่อง ซึ่งถ้าลองเคาะๆ ลงไปจะมีเสียงปุๆ เพราะสิ่งที่อยู่
ข้างใน ไม่ใช่อาหารที่อยู่ท้อง หากแต่เป็นลมและน้ำจำนวนมากที่เรากินเข้าไป
แม้แม่จะหาวิธีช่วยให้คนในบ้านได้กินอาหารกันทุกคน แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ค่อยอิ่ม เพราะในบ้านมีสมาชิกมากกว่าปริมาณอาหาร ซึ่งทุกมื้อเราต้องเจียดแบ่งกันกินให้เพียงพอ เมื่อเป็นเช่นนั้น ผมจึงรู้สึกเหมือนหิวโหยอยู่ตลอดเวลา เวลาที่เข้าไปเดินในเมืองกับแม่ ผมจะเห็นแผงขายของต่างๆ ที่ตลาด มีขายทั้งผลไม้ กับข้าว ขนม มีของน่ากินมากมาย
ผมเคยมองไปที่แผงขายเนื้อหมู เขาจะแล่เนื้อหมูวางเรียงราย ถัดจากแผงขายเนื้อหมูก็มีร้านขายหมูย่าง กลิ่นของมันหอมเตะจมูกผมเหลือเกิน ผมกลืนน้ำลายหลายเอื๊อก เห็นคนยืนรอซื้อกันแน่นหน้าร้าน แต่ผมกับแม่ได้แต่เดินผ่านไปเพราะไม่มีเงิน กลิ่นหมูที่ผมไม่เคยมีโอกาสได้ลิ้มลอง มันยังคอยมายั่วให้ผมเกิดกิเลสและคิดอยากจะลิ้มรสชาติมันสักครั้ง
พอกลับจากตลาดผมก็เฝ้าแต่คิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะมีเงินไปซื้อของที่อยากกินบ้าง ผมอยากไปทำงานใช้แรงแลกเงิน แต่ก็เพิ่งอายุ 12 ปี ไม่มีใครอยากจ้างผม สู้ไปจ้างพวกผู้ใหญ่ดีกว่า คิดแล้วก็จนหนทาง
แต่ความอยากของผมมีมากพอที่จะทำให้ไม่หยุดคิดง่ายๆ ผมนอนไม่หลับ คิดว่าจะหาเงินจากไหนดี คิดอยู่หลายวันแล้วก็มายุติลงที่ความคิดว่า “ต้องขโมยหมูชาวบ้านเอาไปขาย” แต่มีเสียงแย้งขึ้นมาในใจว่า “ไม่ได้นะ...ถ้าพ่อกับแม่รู้ คงโกรธและจะต้องถูกตีตาย!”
การขโมยของคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ พ่อแม่สอนผมเสมอว่า อย่าหยิบของใครโดยที่เจ้าของไม่รู้ หรือไม่ให้ เพราะถือว่าเป็นขโมยและจะมีโทษ มีความผิด แม้จะขัดแย้งกันอย่างหนักระหว่างความผิดกับความถูก แต่ท้ายที่สุดแม้จะรู้ว่าเป็นเรื่องไม่ดี แต่ความอยากและความหิวก็เป็นฝ่ายชนะ ทำให้ผมตัดสินใจเดินหน้าขโมยหมู เมื่อตัดสินใจเด็ดขาดแล้วก็เริ่มวางแผน ก่อนอื่นเลยก็ต้องกำหนดวัน ไม่ใช่ว่าดูฤกษ์ดูยามอะไรหรอกครับ ดูวันที่เหมาะสมเพื่อจะได้ลงมือขโมยให้สำเร็จ
การเตรียมการสำหรับ “วันขโมยหมู” หรือถ้าจะเรียกให้เหมาะๆ ก็น่าจะเป็น “คืนขโมยหมู” มากกว่า ผมคิดตามประสาว่าต้องลงมือในคืนเดือนมืด เพราะคืนที่มืดมิดอย่างนั้นจะเป็นฉากกำบังชั้นเยี่ยม ช่วยอำพรางโฉมหน้าของผมได้เป็นอย่างดี
แผนการขโมยขั้นต่อไปก็คือ ถ้าจะขโมยหมูให้ได้ ต้องมีอุปกรณ์ในการลักพาตัว อุปกรณ์ที่ว่าต้องเรียบง่ายและน้ำหนักเบา เพราะผมซึ่งยังเป็นเด็ก จะให้ไปยกไปแบกอะไรหนักๆ คงทำไม่ได้ หากใช้วิธีลากก็ทำให้เกิดเสียงดัง ดีไม่ดีอาจถูกจับตัวได้ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้อะไรติดมือมาเลย
แล้วผมก็คิดอุปกรณ์ที่จะใช้ขโมยหมูของผมได้ นั่นคือกระสอบใส่ขี้เถ้า ผมวางแผนว่าจะต้องจับเอาหัวหมูใส่เข้าไปในกระสอบขี้เถ้าก่อน พอขี้เถ้าเข้าปากเข้าตาหมู มันก็จะร้องไม่ออก
แผนขั้นต่อไปเพื่อความไม่ประมาท ผมคิดต่อว่า ถ้าเกิดแผนการไม่สำเร็จ เจ้าหมูเกิดดิ้นหรือเจ้าของหมูเกิดตื่นขึ้นมาในช่วงที่ผมกำลังขโมย ผมจะต้องหนีให้รอด ไม่ให้จับตัวผมได้
การหนีรอดให้ได้ของผมที่คิดไว้คือ ผมจะต้องทำตัวให้ลื่น โดยเอาน้ำมันมาทาให้ทั่วทั้งใบหน้าและลำตัว เว้นไว้เฉพาะแค่ดวงตา ผมหลับตานึกถึงภาพตัวเองกำลังโดนเจ้าของหมูตะครุบตัว แล้วในจังหวะชุลมุนนั้น ความลื่นจากน้ำมันจะทำให้คนเหล่านั้นคว้าตัวผมไม่ติด ผมยิ้มในใจเมื่อนึกว่าตัวเองจะรอดจากการถูกจับ
เมื่อจัดเตรียมทุกอย่างลงตัวแล้ว รายการสุดท้ายก็คงเป็นเรื่องของการเตรียม “ใจ” ผมบอกกับตัวเองว่า “ไม่ต้องกลัว...ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย หมูต้องเป็นของผม!” นึกอย่างนี้แล้วก็ทำให้ผมมั่นใจ เกิดความฮึกเหิม อยากจะลุกไปขโมยหมูทั้งที่ยังกลางวันแสกๆ ...ไม่ได้นะ! ผมจะทำตอนกลางวันไม่ได้ ต้องลงมือในคืนเดือนมืดเท่านั้น
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







