
เลือกตั้งตรงนายกฯ ชนวนป่วนปฏิรูป
ตีบตันมากขึ้นทุกทีกับเส้นทางสู่การเลือกตั้งตรงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
ตีบตันมากขึ้นทุกทีกับเส้นทางสู่การเลือกตั้งตรงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
จากสูตรที่ตกผลึกในชั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งมี สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน ด้วยเป้าหมายแก้ไขปัญหาดุลอำนาจ ปลดล็อกให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ รวมไปถึงดักทางให้การซื้อเสียงทำได้ยากขึ้น ขจัดระบบโควตาของกลุ่มการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลที่จะต่อรองตำแหน่ง
โดยให้ผู้สมัครระบุชื่อนายกฯ และ รมต.ทั้งคณะตามที่กฎหมายกำหนด ผู้สมัคร ครม.ต้องเสนอช่ื่อโดยพรรคการเมืองที่มีสมาชิกพรรคตามที่กฎหมายกำหนด หากไม่มีใครได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งให้ที่หนึ่ง ที่สองมาเลือกใหม่คล้ายกับสูตรของ กมธ.การเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเสนอให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกฯ และ รมต. ต้องรวมตัวตั้งคณะบุคคลแล้วทำบัญชีรายชื่อจำนวนไม่เกิน 2 เท่าของ ครม.
คณะบุคคลดังกล่าวจะสมัครในนามพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้ กำหนดให้แต่ละคณะบุคคลมีหมายเลขเดียว ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกได้หมายเลขเดียว และถ้าคณะใดได้คะแนนเกิน 35% ถือว่าได้รับเลือกตั้งเข้าไปบริหารประเทศ หากไม่มีคณะใดได้ถึง 35% ให้นำที่หนึ่ง และที่สอง มาให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่ ใครชนะให้จัดตั้ง ครม.และปรับ ครม.จากบุคคลในรายชื่อดังกล่าว
นำมาสู่กระแสคัดค้านที่ขยายวงมากขึ้นเรื่อยๆ ฉุดให้แนวคิดนี้ยากจะผลักดันไปจนสุดทาง ทั้งพรรคการเมืองที่ประสานเสียงค้าน ยังไม่รวมกับนักวิชาการที่ไม่เชื่อว่านี้จะเป็นทางออกที่ถูกต้องทว่าแรง
ผลักดันยังมีต่อเนื่องโดยเฉพาะจากฝั่งทหารที่เดินสายล็อบบี้อย่างหนัก
แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะล่าสุดในเวทีใหญ่ สมาชิก สปช.ส่วนใหญ่ออกมาอภิปรายไม่เห็นด้วยกับแนวทางเลือกนายกฯ ตรง และสนับสนุนให้กลับมาใช้วิธีการเลือกแบบเดิม พร้อมหากลไลการตรวจสอบควบคุมการใช้อำนาจแทน สัญญาณชัดเจนที่สุดคงจะเป็น บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
ที่ออกโรงอภิปรายไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้อย่างดุเดือด
“การได้นายกรัฐมนตรีเข้มแข็งเกินไป ทำให้ปลดไม่ได้และปรับคณะรัฐมนตรีลำบาก นอกจากนี้ มีจุดเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เพราะนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งโดยตรงจะมีอำนาจมากกว่าประธานาธิบดี ระบบนี้เป็นการแบ่งแยกอำนาจเทียม แต่ให้นายกรัฐมนตรีเสนอกฎหมายใหม่ จึงขอเรียกระบบรัฐสภาซูเปอร์ประธานาธิบดี อีกทั้งจะเกิดอำนาจล้นฟ้าด้วย”
ปลุกให้บรรยากาศในการประชุมร้อนแรงมากขึ้น ทั้งการไล่กลับไปอ่านเอกสารรายละเอียดใหม่ ทั้งการเบรกตัดตอนการอภิปราย จนบรรยากาศวุ่นวายเรื่อยมาจนถึงการลงมติสุดท้ายว่าจะเห็นชอบส่งรายงานความเห็นของคณะกรรมาธิการปฏิรูปหรือไม่ เพราะ สปช.ส่วนหนึ่งเห็นควรให้แยกการลงมติประเด็นเลือกตั้งนายกฯ ตรงออกมาเป็นการเฉพาะ เพราะห่วงว่าจะทำให้เข้าใจว่า สปช.เห็นด้วยกับข้อเสนอเลือกนายกฯ ตรง
สุดท้ายหลังตกลงหาข้อสรุปกันไม่ได้ ทำให้ต้องมีการตัดตอนเสนอญัตติปิดอภิปรายเพื่อลงมติ ซึ่งคะแนนออกมา 212 ต่อ 1 เห็นชอบให้ส่งข้อเสนอให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปรากฏการณ์ความระหองระแหงที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าหัวข้อเรื่องที่มาของนายกฯ ยังจะต้องเป็นประเด็นท่ี่ถกเถียงกันอย่างรุนแรงต่อไป ในเวทีต่างๆ โดยเฉพาะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะชี้ขาด แถมยังจะเป็นหนังยาวที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการ ทั้งขั้นตอนการแปรญัตติจาก สปช. สนช. ครม. ที่จะเสนอความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ
เพราะทุกอย่างไม่ได้ชี้ขาดในชั้น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่กระบวนการสุดท้ายอยู่ในมือ สปช. ที่จะเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ ถ้าไม่นับประเด็นการทำประชามติ
ดังนั้น ความเห็นที่แตกต่างกันใน สปช. และความระหองระแหงที่เริ่มก่อตัวย่อมทำให้ประเด็นเรื่องที่มาของนายกฯ อาจกลายเป็นชนวนสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ แถมยังอาจลุกลามบานปลายกลายเป็นฉุดให้กระบวนการปฏิรูปด้านอื่นๆ มีปัญหาตามไปด้วย







