
​ลุยเอาผิด ม.112 สัญญาณเลิกประนีประนอม
กลายเป็นสัญญาณที่ต้องจับตาเป็นพิเศษสำหรับการเอาจริงลุยปราบผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ถึงขั้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกปาก “วันนี้ไม่ได้ผมไม่ยอมอยู่แล้ว”พร้อมตีตราให้เป็น “ภัยร้ายแรง” ทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม
กลายเป็นสัญญาณที่ต้องจับตาเป็นพิเศษสำหรับการเอาจริงลุยปราบผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ถึงขั้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกปาก “วันนี้ไม่ได้ผมไม่ยอมอยู่แล้ว”พร้อมตีตราให้เป็น “ภัยร้ายแรง” ทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม
หัวข้อนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระสำคัญในการประชุมร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย พล.อ.ประยุทธ์ สั่งการด้วยตัวเองให้รีบดำเนินการเป็นพิเศษ โดยไปไล่ดูรายละเอียดว่า มีอะไรบ้างค่อยๆ พิจารณาไป “แต่อย่าเพิ่งไปเชื่อมโยงอะไรกับใครทั้งสิ้น”
การขยับรอบนี้ชัดเจนว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ที่ลุกลามบานปลาย จนเกิดกระแสข่าวลือต่างๆ มากมาย หลายเรื่องมีข้อมูลคลาดเคลื่อนจากความจริง ปลุกปั่นให้เกิดความสับสนวุ่นวาย
ยิ่งในยุคการสื่อสารไร้พรมแดน ประเด็นต่างๆ ถูกขยายผลทำซ้ำเผยแพร่ส่งต่อกันได้อย่างรวดเร็วกว้างขวางยากต่อการตรวจสอบ
แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามหาทางแก้ไขปัญหา แต่นอกจากสถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้น กลับยิ่งแย่ลงกว่าเดิม จำเป็นต้องเอาจริงเอาจังรีบหาทางสกัดยุติปัญหานี้ให้เร็วที่สุด ทั้งเร่งทำความเข้าใจกับต่างชาติ เพราะผู้กระทำความผิดหลายรายหลบหนีอยู่ต่างประเทศ
อีกทั้งสาเหตุที่ พล.อ.ประยุทธ์ จำเป็นต้องเร่งเครื่องขันนอต สั่งให้แต่ละหน่วยงานประสานเพื่อควบคุมป้องปรามและดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดตามมาตรา 112 นั้น เป็นเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และไวต่อความรู้สึกของคนในชาติ
การปล่อยให้สถาบันถูกดูหมิ่น จาบจ้วง ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ล้วนแต่จะยิ่งสร้างปัญหาที่จะกระทบกระเทือนปัญหาที่เป็นอยู่ ยิ่งในสภาวะที่บ้านเมืองกำลังอยู่ในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ
ทว่า อีกด้านหนึ่งปรากฏเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการไล่บี้เอาผิดเรื่องนี้เป็นเครื่องมือสกัดฝั่งตรงข้าม
ดังจะเห็นว่าการเคลื่อนไหวที่เข้าข่ายขัดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น ส่วนหนึ่งมาจากฝั่งของเสื้อแดงบางปีกที่มีแนวคิดเอนเอียงและเคลื่อนไหวเรื่องนี้มาตลอด
มิหนำซ้ำกลุ่มนี้ยังมีบางส่วนที่คาบเกี่ยวกับกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร คอยปั่นป่วนกวนใจ คสช.และรัฐบาลเรื่อยมา
การตั้งเป้าจัดการเรื่องนี้จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลัง
จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องชี้แจงว่า “เราเดินตามขั้นตอนอยู่แล้ว ไม่ใช่อยู่ดีๆ จับทุกคน หรือจับเลย เราได้ติดตาม เฝ้าระวัง แจ้งเตือน ส่งคนไปพบ เซ็นสัญญากันไว้เรียบร้อยแล้วว่าอย่าทำอีก”
ไม่ต่างจาก พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ. ที่ออกมายืนยันว่าไม่เคยมีการใช้กฎหมายดังกล่าวมากลั่นแกล้งใคร และนำมาใช้ตามความจำเป็นเท่านั้น
แต่แน่นอนว่าการลุยดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดมาตรา 112 นี้ ถือเป็นสัญญาณยุติบทบาทประนีประนอม และอาจหมายรวมไปถึงการเปิดศึกกับกลุ่มก้อนต่างๆ ที่กระทำผิด
แถมยังลบล้างข้อครหาเรื่อง “เกี้้ยเซี้ย” ระหว่างคณะรัฐประหารและกลุ่มขั้วอำนาจเก่า ที่มีความพยายามต่อสายเจรจายุติเรื่องบาดหมาง เดินหน้าเข้าสู่โหมดสมานฉันท์
ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ที่ชิงออกตัวว่าการทำเรื่องนี้ “อย่าเพิ่งไปเชื่อมโยงอะไรกับใครทั้งสิ้น” ยิ่งชวนให้อดคิดไม่ได้ว่าเรื่องนี้จะเชื่อมโยงอะไรไปถึงคนต่างแดนหรือไม่
สอดรับกับท่าทีของทั้งพรรคเพื่อไทยและเสื้อแดงที่ออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น จากเดิมที่เอาแต่เก็บเนื้อเก็บตัวในช่วงหลังรัฐประหาร ภายหลังบรรดาแกนนำถูกควบคุมตัวไปปรับทัศนคติ
ล่าสุด โภคิน พลกุล คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ออกมาชงข้อเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้ทบทวนแนวคิดเรื่องการนิรโทษกรรมตัวเองของคณะรัฐประหาร
การประกาศเอาจริงเอาจังลุยเอาผิดคดีมาตรา 112 รอบนี้ จึงอาจถือเป็นสัญญาณการปรับเปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญของรัฐบาล คสช.







