
รับมือสงครามข่าวสาร
ตลาดหุ้นไทยถูกข่าวลือทุบซะน่วมเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ทำให้นักลงทุนตื่นตระหนกกระหน่ำขายหุ้นจนหุ้นแดงเถือกเกลื่อนกระดาน กดดัชนีดิ่งลงนรกถึง 135 จุด คิดเป็นการรูดลงแรงถึง 9.17% นับว่าเป็นการปรับตัวลงรุนแรงที่สุดในเอเชีย เมื่อเปรียบกับตลาดในภูมิภาคที่ลดลงเพียง 1-2% เท่านั้น
ตลาดหุ้นไทยถูกข่าวลือทุบซะน่วมเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ทำให้นักลงทุนตื่นตระหนกกระหน่ำขายหุ้นจนหุ้นแดงเถือกเกลื่อนกระดาน กดดัชนีดิ่งลงนรกถึง 135 จุด คิดเป็นการรูดลงแรงถึง 9.17% นับว่าเป็นการปรับตัวลงรุนแรงที่สุดในเอเชีย เมื่อเปรียบกับตลาดในภูมิภาคที่ลดลงเพียง 1-2% เท่านั้น
ข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่ว จนดังออกไปเข้าหู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงเป็นที่มาของการเรียกประชุม คสช.เป็นการด่วนหลังปิดตลาด เพื่อเรียกความเชื่อมั่นพร้อมประกาศว่าเป็นข่าวลือส่งเดช นั่นหมายความว่านักลงทุนอย่าไปสนใจเลย ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นในวันรุ่งขึ้นลดลงเพียง 16 จุด คิดเป็น 1.13% ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้
ต้องยอมรับว่าปัจจุบันโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือหนึ่งในการใช้ปล่อยข่าวสาร หรือข่าวลือมีผลต่อความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น ของผู้ที่มีเจตนาไม่สุจริต และมักจะได้ผล เพราะข้อมูลหรือข่าวสารสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว แค่กดไลค์เพียงครั้งเดียวสามารถกระพือข่าวไปถึงสมาชิกเป็นร้อยๆ คนได้เพียงเวลาไม่กี่วินาที เมื่อพร้อมใจกันเชื่อข้อมูลและพร้อมใจกันซื้อหุ้น จึงไม่แปลกใจว่าราคาหุ้นเหล่านั้นถึงวิ่งฉิวได้ทันตาเห็นตามข่าว
เราเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะต้องออกโรงมาแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง ปัญหาใหญ่ไม่ควรปล่อยให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบเท่านั้น แม้ว่าสำนักงาน ก.ล.ต. จะมีอำนาจตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ให้อำนาจดูแลตรวจสอบบริษัทสมาชิก (โบรกเกอร์) ก็ตาม
รัฐบาลจะต้องมีการจัดการกับภาวะวิกฤตของสงคราม การปล่อยข่าว อย่าคิดเพียงแต่ว่าเป็นเพียงข่าวลือแล้วมีการชี้แจงออกมานั้นไม่เพียงพอเสียแล้ว เนื่องจากว่าข่าวสารเดินทางไปได้อย่างรวดเร็ว และหลายช่องทางตามเทคโนโลยี จึงต้องหารือในการรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ เพราะเชื่อว่าข่าวลือครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย จะให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียวคงจะรับมือไม่ไหว และการตรวจสอบก็เกินอำนาจที่จะเข้ามาจัดการ
นอกจากนั้น ไม่ใช่เรื่องของการเอากฎหมายไปแก้ไขเพียงอย่างเดียว จะต้องหาทางรับมือกับการปล่อยข่าวที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง จนก่อให้เกิดความสับสน และสร้างความกังวลต่อ
นักลงทุนในวงกว้าง ซึ่งมิใช่นักลงทุนในตลาดหุ้นเท่านั้น
การสื่อสารในภาวะวิกฤตไม่ใช่เพียงการไล่จับแล้วก็จบ จะมาแก้ปัญหาวันต่อวันไม่ได้ จะต้องมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่ปล่อยข่าวลือด้วย เพราะเป้าหมายในการกระพือข่าวร้ายๆ นอกจากต้องการทำลายคนใดคนหนึ่งแล้ว ก็มักจะหวังผลประโยชน์ของการช้อนหุ้นดีราคาต่ำเข้าพอร์ต อย่างนี้ต้องจับให้ได้และลงโทษให้หนัก จะได้ไม่มีการปล่อยข่าวมั่ว และนักลงทุนรายย่อยถูกเอาเปรียบอยู่ร่ำไป







