
เค้าโครงรธน.ใหม่ ปักธง ‘รัฐสวัสดิการ’
การเมืองในสัปดาห์นี้ถือว่าเป็นหลักกิโลเมตรสำคัญสำหรับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากในระหว่างวันที่ 15-17 ธ.ค. สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ใน สปช.ทั้ง 18 คณะ ให้กับคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ
การเมืองในสัปดาห์นี้ถือว่าเป็นหลักกิโลเมตรสำคัญสำหรับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากในระหว่างวันที่ 15-17 ธ.ค. สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ใน สปช.ทั้ง 18 คณะ ให้กับคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ
การประชุมของ สปช.ตลอดทั้ง 3 วันนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุที่เป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่กำหนดให้ สปช.ต้องจัดทำความเห็นในการยกร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 60 วัน นับตั้งแต่การประชุม สปช.ครั้งแรก
ขั้นตอนต่อจากนี้ไปเมื่อ สปช.มีความเห็นร่วมกันว่าจะส่งรายงานของคณะ กมธ.ทั้ง 18 คณะไปยังคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับความเห็นจาก สปช. เบ็ดเสร็จแล้วคนไทยทั้งประเทศจะเห็นหน้าตาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ช่วงกลางเดือน เม.ย. 2558 ใกล้ๆ กับเทศกาลสงกรานต์
ทั้งนี้ เมื่อดูข้อเสนอต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมาจากสององค์กรสำคัญอย่าง “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” (สนช.) และ “คณะ กมธ.18 คณะใน สปช.” พอทำให้เห็นเค้าโครงของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศไทยไปสู่รูปแบบ “รัฐสวัสดิการ” ดังจะเห็นได้จากข้อเสนอ สนช.และ สปช. ต่างมุ่งตรงไปในทำนองเดียวกันว่ารัฐธรรมนูญควรกำหนดสภาพบังคับให้รัฐเข้ามาเป็นผู้ทำหน้าที่กระจายทรัพยากรทางเศรษฐกิจและจัดสรรบริการสาธารณะให้กับประชาชน
ตัวอย่างเช่น คณะ กมธ.ปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังของ สปช. เสนอปฏิรูปประเทศในลักษณะของรัฐสวัสดิการแบบครบวงจร ว่า “ให้บุคคลพึงแสดงสถานะรายได้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้มีรายได้ไม่เพียงพอได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ และให้ผู้มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี โดยผู้เสียภาษีมีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย เสียภาษีไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนดอย่างเป็นธรรม ได้รับการปฏิบัติอย่างถูกต้องและแน่นอน ให้สามารถอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีได้ รวมทั้งได้รับความคุ้มครองในสิทธิส่วนบุคคลด้วย และรัฐต้องจัดให้มีระบบบำเหน็จบำนาญของประชาชนโดยต้องคำนึงถึงความเพียงพอในการยังชีพหลังเกษียณและไม่เป็นภาระทางการคลัง เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ”
ขณะที่ของ สนช.มีความน่าสนใจตรงที่ข้อเสนอจากคณะ กมธ.การพาณิชย์ การอุตสาหกรรม และการแรงงาน ที่มีความเห็นว่า “รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน สร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุ มีอาชีพการงานที่เหมาะสมภายในชุมชน เพื่อเพิ่มพูนรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมของผู้สูงอายุ รวมทั้งจัดให้ผู้สูงอายุได้รับบำเหน็จบำนาญที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพการออมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุของบุคคลนั้น”
ข้อเสนอเบื้องต้นที่ออกมาจากทั้ง สนช.และ สปช. ด้านหนึ่งอาจมองได้ว่าไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทยแต่อย่างใด เพราะรัฐธรรมนูญในอดีตทั้งฉบับปี 2540 และ 2550 ต่างบัญญัติแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่กำหนดให้รัฐต้องมีหลักประกันให้กับประชาชน เพียงแต่รัฐบาลทุกพรรคที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสำคัญ จนทำให้สิทธิที่ประชาชนควรได้รับนั้นไม่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ
มาในครั้งนี้ทั้ง สปช.และ สนช.ต่างเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องมีมาตรการให้รัฐต้องดำเนินการสิ่งเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรม แทนการให้รัฐบาลหว่านแต่นโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีหลักฐานในทางวิชาการระบุชัดแล้วว่านโยบายประชานิยมไม่ได้ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญว่าจะดำเนินการกับเรื่องนี้อย่างไร เพราะการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมมีผลดีและผลเสียตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กล่าวคือ ถ้ากฎหมายสูงสุดของประเทศมีบัญญัติบังคับรัฐบาลในอนาคตมากเกินไป อาจทำให้การทำงานของรัฐบาลไม่คล่องตัว หรือถ้ากำหนดไว้ลอยๆ เหมือนรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา แน่นอนว่าสามารถสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ความยืดหยุ่นดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้เกิดขึ้น







