posttoday
กมธ.เผยพท.เสนอยึดโครงสร้างรธน.ปี40

กมธ.เผยพท.เสนอยึดโครงสร้างรธน.ปี40

12 ธันวาคม 2557

เพื่อไทยเสนอกรรมาธิการยกร่างฯเน้นยึดโครงสร้างรัฐธรรมนูญปี 40เป็นหลักทำฉบับใหม่

เพื่อไทยเสนอกรรมาธิการยกร่างฯเน้นยึดโครงสร้างรัฐธรรมนูญปี 40เป็นหลักทำฉบับใหม่

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังการประชุมกมธ.ยกร่างฯ ที่มีตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย นายโภคิน พลกุล คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตสส.เชียงราย และร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีตสส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย เข้าให้ความเห็น

นายโภคิน มีข้อเสนอว่า 1.ต้องปกป้องส่งเสริมประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยยึดตามโครงสร้างรัฐธรรมนูญปี 40 พร้อมให้บัญญัติว่าการนิรโทษกรรม ล้มล้างการปกครองไม่ได้ และปรับให้กระบวนการยุติธรรม องค์กรอิสระยึดโยงกับประชาชน ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ โดยให้มีสิทธิพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเป็นหลัก

2.เสริมสร้างความปรองดองสร้างความรับผิดชอบที่เป็นรูปธรรม และออกกฎหมายให้ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาของศาลได้ แต่ต้องเป็นไปโดยสุจริต วิชาการ โดยไม่ถือว่ามีความผิดในการละเมิดศาล ยกเลิกความผิดของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องตามมาตรา 237 ในรัฐธรรมนูญปี 50
3.ขจัดทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินให้สาธารณชนได้รับทราบ พร้อมให้ขยายความคำว่าทุจริตในองค์กรต่างๆที่เลือกปฏิบัติ รวมถึงตรวจสอบความร่ำรวยที่ผิดปกติของภาคเอกชน ซึ่งตรวจสอบจากรายได้และระบบภาษี

4.ปฏิรูปประเทศในระยะเวลาเฉพาะหน้าในเวลา 1-4 ปี ส่งเสริมสังคมไทยให้มีประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เสริมสร้างสมานฉันท์ ขจัดทุจริต ลดความเหลื่อมล้ำ และแก้ไขสิ่งแวดล้อมและพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะที่นายสามารถ เสนอว่า ให้ยึดหลักประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่งเสริมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน พร้อมเปิดโอกาสให้มีสิทธิในการตรวจสอบอำนาจรัฐ รวมทั้งให้สถาบันการเมืองมีเสถียรภาพอย่างเหมาะสม และกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น ภายใต้กลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้ง อยากเห็นสส.สังกัดพรรคการเมือง

ด้าน ร.ท.ปรีชาพล เสนอว่า การเลือกตั้งให้ใช้แบบเขตเล็ก เพื่อให้ยึดโยงกับประชาชน ส่วนสว.ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เหมือนรัฐธรรมนูญปี 40 และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะอยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้สมบูรณ์ต้องมีการทำประชามติ

นอกจากนี้อยากเชิญให้กลุ่ม นปช.และพันธมิตรเข้ามาแสดงความคิดเห็น ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างฯก็ยินดีที่จะรับฟัง

พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาถึงข้อเสนอคณะอนุกรรมาธิการคณะที่ 3 พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญภาค 2 ว่าด้วย ผู้แทนที่ดี ผู้นำการเมืองที่ดี แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐสภา และ คณะรัฐมนตรี  ที่มีนายสุจิต บุญบงการ เป็นประธาน

โดยอนุกมธ. เสนอว่า การปกครองในประเทศไทยต้องเป็นระบบรัฐสภา มีความถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร เพราะการแบ่งแยกอำนาจทั้งสองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะกลายเป็นระบอบประธานาธิบดี ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกโดยรัฐสภา และสถาบันการเมืองหลังช่วงเปลี่ยนผ่านการปฏิรูปไม่จำกัดว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมาจากสภาใด แต่ในอนาคตค่อยกำหนดให้

นอกจากนี้ ครม.มาจากสภาผู้แทนฯ เมื่อบุคคลที่ได้รับเลือกให้เป็นนายกฯและครม. ต้องลาออกจากการเป็นสส. ส่วนการเลือกนายกฯในสภาใช้วิธีการลงคะแนนลับ และผู้ที่ได้รับเลือกจะต้องแสดงวิสัยทัศน์เพื่อเป็นสัญญาประชาคม และมีวาระไม่เกิน 4 ปี อยู่ได้ไม่เกิน 2 วาระติดกัน รวมถึงให้อำนาจประชาชนเข้าชื่อถอดถอน 2 หมื่นรายชื่อได้

ส่วนข้อเสนอที่เข้ามาใหม่ คือ กฎหมายว่าด้วยครม. ที่กำหนดให้ ครม.มีความรับผิดชอบมากขึ้น เช่น มาตอบกระทู้ด้วยตนเอง และประธานกมธ.วิสามัญงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้มาจากฝ่ายค้าน เพื่อถ่วงดุลการใช้งบประมาณ สำหรับระบบรัฐสภาให้มี 2 สภาเหมือนเดิม โดยกำหนดให้มีสส.แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ
ซึ่งแบบแบ่งเขต จะมีสัดส่วน สส. 1 คน ต่อประชาชน 200,000 คน ก็จะทำให้มีสส. แบบแบ่งเขตประมาณ 350 – 400 คน ส่วนแบบบัญชีรายชื่อจะให้คิดคะแนนจากแบบบัญชีรายชื่อเป็นหลัก เพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชาชน อีกทั้งไม่บังคับให้สส.สังกัดพรรคการเมือง เพื่อให้มีอิสระในการทำหน้าที่

พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวด้วยว่า พรรคการเมืองไม่สามารถขับสมาชิกออกจากพรรคได้ หากสมาชิกไม่ทำตามมติพรรค ส่วนสว.ให้มีครึ่งหนึ่งของจำนวนสส. มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี ห้ามอยู่ 2 วาระติดกัน ส่วนการตรวจสอบการเลือกตั้ง เสนอให้มีศาลแผนกคดีเลือกตั้ง และให้สามารถอุทธรณ์ถึงขั้นฎีกา โดยให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังขอให้ยึดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม สปช. มีประเด็นที่จะเสนอต่อกมธ.ยกร่างฯ ในวันที่ 15 – 17 ธ.ค.นี้ ทั้งสิ้น 246 ประเด็น โดยจะส่งมอบอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 ธ.ค. นี้ ซึ่งกมธ.ยกร่างฯก็จะเริ่มนำข้อเสนอทั้งจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสปช. มาพิจารณาในเนื้อหาเบื้องต้น ตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค. เป็นต้นไป

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ