posttoday
‘สงครามค่าเงิน’ ในทุกวิกฤตย่อมมี...โอกาส

‘สงครามค่าเงิน’ ในทุกวิกฤตย่อมมี...โอกาส

12 ธันวาคม 2557

เมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา ฮารูฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าธนาคารกลางของญี่ปุ่น (BOJ) ได้สร้างความประหลาดใจให้แก่โลกการเงิน โดยการประกาศว่าคณะกรรมการของธนาคารกลางญี่ปุ่นได้อนุมัติให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นเพิ่มเงินฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากเดิมประมาณ 60 ล้านล้านเยนไปเป็น 80 ล้านล้านเยน โดยได้ผ่านมติในอัตรา 5 เสียงต่อ 4 เสียง

เมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา ฮารูฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าธนาคารกลางของญี่ปุ่น (BOJ) ได้สร้างความประหลาดใจให้แก่โลกการเงิน โดยการประกาศว่าคณะกรรมการของธนาคารกลางญี่ปุ่นได้อนุมัติให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นเพิ่มเงินฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากเดิมประมาณ 60 ล้านล้านเยนไปเป็น 80 ล้านล้านเยน โดยได้ผ่านมติในอัตรา 5 เสียงต่อ 4 เสียง

โดยกรรมการทุกคนก็ต่างรู้ดีว่าคุโรดะทำตามสัญญาณที่ส่งมาจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชินโสะ อาเบะ ที่พยายามใช้การอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นพ้นจากภาวะชะงักงันที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายทศวรรษ

ในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน ราวกับนัดกันไว้...กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการของญี่ปุ่น ที่เรียกกันว่า Government Pension Investment Fund (GPIF)ซึ่งมีเงินลงทุนประมาณ 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ก็ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายการลงทุนครั้งใหญ่ โดยมีรายละเอียดในตารางดังนี้

จากตารางจะเห็นได้ว่า ส่วนการลงทุนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากก็คือหุ้นในประเทศญี่ปุ่นและหุ้นต่างประเทศซึ่งตัวเลขการลงทุนจะก้าวกระโดดจาก 12% ไปเป็น 25% หรือมากกว่าเท่าตัวเสียอีก จำนวนเงินจำนวนมากมายที่จะเข้ามายังตลาดหุ้นนี้ ก็ส่งผลทันทีทำให้ดัชนีนิกเกอิ 225 ทำลายสถิติสูงที่สุดในรอบ7 ปี แต่สิ่งที่หน่วยงานทั้งสองกระทำลงไปไม่ได้ต้องการเพียงแค่จะให้ดัชนีตลาดหุ้นทะยานขึ้นไปสร้างสถิติใหม่เท่านั้น

แต่แท้ที่จริงสิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือ การทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงมากที่สุด และหวังว่ามันจะทำให้อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นขึ้นไปแตะระดับ 2% ซึ่งจะทำให้ผู้คนในญี่ปุ่นมีการจับจ่ายใช้สอยครั้งมโหฬาร และจะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจชะงักงันอันแสนยาวนานไปได้ แต่สิ่งที่ญี่ปุ่นกระทำในครั้งนี้มันอาจจะนำไปสู่ “สงครามค่าเงิน (Currency Wars)” ได้ในที่สุด

ในอดีตสงครามค่าเงินมักจะเกิดขึ้นในระดับประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2528 กลุ่ม G5 กลุ่มมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ5 ประเทศ ซึ่งมีสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น ได้ลงนามในสัญญาที่มีชื่อเรียกว่า “Plaza Accord” เพื่อแทรกแซงค่าเงินมาร์กของเยอรมนี และค่าเงินเยนของญี่ปุ่น ค่าเงินเยนถูกแทรกแซงค่าเงินเยนให้แข็งค่าขึ้น จากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 300 เยน/เหรียญสหรัฐ ก็แข็งค่าขึ้นไปจนถึง 76 เยน/เหรียญสหรัฐ ซึ่งส่งผลทำให้ญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อไปแสวงค่าแรงงานที่ต่ำกว่าในหลายประเทศในเอเชีย ซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วย นับจากนั้นเป็นต้นมาเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นเองก็เริ่มชะงักงัน และซบเซาลงต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายสิบปี

วิกฤตที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นในครั้งนั้นได้สร้างอานิสงส์ให้แก่ประเทศไทยครั้งมโหฬารในยุคของรัฐบาลชาติชายชุณหะวัณ เพราะในครั้งนั้นบริษัทญี่ปุ่นต่างแห่กันเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ราคาที่ดินในบางทำเลสูงขึ้นเป็น 10 เท่า และทำให้ขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทย (GDP) เติบโตขึ้นมากกว่า 10%เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ประเทศไทยเองก็เคยโดนสงครามค่าเงินเล่นงานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย ในปี 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในเอเชียที่เราเรียกกันว่า “วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง” โดยเกิดจากการรวมตัวกันของกองทุนป้องกันความเสี่ยงหรือที่เรียกกันว่า “กองทุนเฮดจ์ฟันด์”รวมหัวกันโจมตีค่าเงินบาท เพราะพวกเขารู้ว่าประเทศไทยมีหนี้สินต่างประเทศจำนวนมาก และมีเงินสำรองระหว่างประเทศลดลงเป็นอย่างมาก

ผลก็คือทำให้ค่าเงินบาทร่วงลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ จากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 25 บาท/เหรียญสหรัฐ กลายไปเป็น 56 บาท/เหรียญสหรัฐ เหล่าบรรดาคนรวยในประเทศไทยที่มีหนี้ต่างประเทศ
ก็มีหนี้สินเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี นับจากวันที่ประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในวันที่ 2 ก.ค. 2540

เช่นเดียวกับวิกฤตการณ์ Plaza Accord วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งก็ได้สร้างอานิสงส์ให้แก่คนไทยจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะผู้ส่งออกของไทย จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเงินลงอย่างมหาศาล ก็ได้ทำให้สินค้าส่งออกของไทยขายดีไปทั่วโลก และทำให้ผู้ส่งออกของไทยร่ำรวยอย่างมหาศาลจากวิกฤตค่าเงินบาทในครั้งนั้น

ปัจจุบันนี้ หลายสำนักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่า ค่าเงินเยนมีแนวโน้มที่จะอ่อนลงแตะระดับ 120 เยน/เหรียญสหรัฐ และค่าเงินเยนก็ยังอาจจะอ่อนตัวลงไปอีกจนอาจถึงระดับ 140 เยน หรือ 150 เยน/เหรียญสหรัฐ ก็เป็นได้...ไม่มีใครรู้
ส่วนสินค้าญี่ปุ่นเองก็คงจะขายดิบขายดี ดัชนีตลาดหุ้นโตเกียวก็คงจะทะยานขึ้นอีก แต่ประเทศอื่นๆ จะยอมหรือครับ? สหรัฐอเมริกาที่กำลังจะฟื้น คงไม่ยอมสินค้าตัวเองขายน้อยลงแน่ กลุ่มยูโรโซนที่ประสบกับปัญหาเงินฝืดอยู่ในขณะนี้ ก็คงไม่นิ่งดูดายเป็นแน่

ดังนั้น ในครั้งนี้สงครามค่าเงินคงหลีกเลี่ยงได้ยาก ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไร? และขนาดความรุนแรงเป็นเท่าไร? เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ๆก็คือ “ในทุกวิกฤต ย่อมมี...โอกาส” คุณผู้อ่านล่ะครับ? คิดว่าจะค้นหา “โอกาส” จากสงครามค่าเงินในครั้งนี้เจอไหมครับ?

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว