
เคารพสิทธิคือพื้นฐานปรองดอง
คุณโสต สุตานันท์ กรุณาส่งหนังสือที่ท่านเขียนชื่อ “นิติศาสตร์แนวพุทธ”มาให้ผมอ่าน ซึ่งมีข้อคิดน่าสนใจเรื่องกฎธรรมชาติ กฎหมาย และความยุติธรรม สรุปตามภาษาผมได้ว่า กฎหมายควรสอดคล้องกลมกลืนกับกฎธรรมชาติ และความยุติธรรมควรเป็นหน้าที่หลักของผู้พิพากษา ซึ่งแม้จะต้องใช้กฎหมายแต่ก็ต้องคำนึงถึงความยุติธรรม ในความหมายที่วิญญูชนพึงเห็นว่าเป็นเรื่องแห่งความเป็นธรรมนั่นเอง
คุณโสต สุตานันท์ กรุณาส่งหนังสือที่ท่านเขียนชื่อ “นิติศาสตร์แนวพุทธ”มาให้ผมอ่าน ซึ่งมีข้อคิดน่าสนใจเรื่องกฎธรรมชาติ กฎหมาย และความยุติธรรม สรุปตามภาษาผมได้ว่า กฎหมายควรสอดคล้องกลมกลืนกับกฎธรรมชาติ และความยุติธรรมควรเป็นหน้าที่หลักของผู้พิพากษา ซึ่งแม้จะต้องใช้กฎหมายแต่ก็ต้องคำนึงถึงความยุติธรรม ในความหมายที่วิญญูชนพึงเห็นว่าเป็นเรื่องแห่งความเป็นธรรมนั่นเอง
กล่าวโดยเฉพาะในกรณีประเทศไทย มาตราที่เกี่ยวข้องกับหลักสิทธิเสรีภาพและหลักนิติธรรมที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มี อาทิ
มาตรา 3 ... “การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม” (หมายความว่าทุกฝ่ายต้องยึดกฎหมาย
เป็นหลัก)
มาตรา 27 “สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้งโดยปริยายหรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง” (ผมตีความว่าหลักสิทธิเสรีภาพต้องมาก่อนในการบังคับใช้กฎหมาย) และ
มาตรา 197 “การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” (ผมตีความว่าศาลต้องยึดหลักความยุติธรรมและสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ)
เห็นได้ว่า หลักสิทธิเสรีภาพและหลักนิติธรรมมีผลผูกพันทุกองค์กรของรัฐ น่าเสียดายที่ว่า พอนำไปใช้จริง ดูเหมือนว่ามาตราต่างๆ ที่อ้างถึงข้างต้นจะสู้การตีความของผู้ใช้ไม่ได้ ผู้ใช้บางคนยึดหลักความสะดวกก็มี บางคนตีความตามธงที่ตั้งไว้ก็มี แต่กระนั้นการบัญญัติไว้ย่อมมีผลเป็นหนทางการต่อสู้ จนกว่าจะเกิดจิตสำนึกทางสังคม ที่ทำให้หลักนิติธรรมได้รับการยอมรับและการปฏิบัติที่ได้ผลจริงในที่สุด
โปรดสังเกตว่า ผมเริ่มจากการกล่าวถึงหลักสิทธิมนุษยชน แต่พอยกบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาอ้าง กลับต้องใช้ศัพท์ของรัฐธรรมนูญคือหลักสิทธิเสรีภาพ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในหมวด “สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย” ผมรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้แคบไปหน่อย ชื่อหมวดควรจะเขียนไว้กว้าง เช่น “สิทธิและเสรีภาพของบุคคล” เพื่อให้ความคุ้มครองแก่บุคคลทุกคนที่อยู่เขตอำนาจของรัฐไทย แต่ก็ควรมีบทบัญญัติให้ออกกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยได้ เฉพาะส่วนที่ไม่ใช่สิทธิขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยอาจอ้างสิทธิเกินจำเป็นเพื่อเอารัดเอาเปรียบคนไทยได้ การรักษาดุลยภาพระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิทธิของชนชาวไทยอาจทำได้โดยการบัญญัติมาตรา 27 ข้างต้นเสียใหม่ ดังนี้
มาตรา 27 ใหม่ “สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้งโดยปริยาย หรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยมีอยู่ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภาคณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง
การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยจะกระทำได้ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยมีอยู่”
สรุปก็คือว่า รัฐธรรมนูญที่กำลังยกร่างกันอยู่นี้ ควรให้ความสำคัญแก่หลักการพื้นฐานที่ให้ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยรู้สึกว่า ดินแดนนี้มีขื่อมีแป (มีหลักนิติธรรม) ซึ่งสอดคล้องกับกฎธรรมชาติ (กฎของมนุษย์ทุกคน) ให้มากที่สุด และมีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้เป็นหลักของการอยู่ร่วมกันโดยเคารพความแตกต่างระหว่างกันนั่นเอง
ผมเคยเสนอความคิดเกี่ยวกับความปรองดอง รวมทั้งบทบัญญัติที่ควรมีในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับความปรองดองไว้บ้างแล้ว แต่ไม่ได้โยงความปรองดองเข้ากับเรื่องสิทธิเสรีภาพ ในที่นี้จึงขอเสนอเพิ่มเติมว่า คนเราจะปรองดองกันไม่ได้ถ้ารู้สึกว่าตนเองถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน จะปรองดองกันยากหากรู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม และจะไม่ปรองดองถ้าไม่มีการคุยกัน ในแง่นี้ ขอเสนอว่าความปรองดองเป็นผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ยาก หากไม่มีความพยายามอย่างจริงจังของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในอันที่จะแสวงจุดร่วมอันเป็นอุดมคติ และหายุทธศาสตร์ตลอดจนหนทางที่จะไปยังจุดร่วมนั้น
ในแง่หนึ่ง ความปรองดองเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง จากความเป็นปฏิปักษ์ที่มุ่งหวังแต่จะเอาชนะอีกฝ่าย มาเป็นความขัดแย้งเชิงสร้างสรรค์ ด้วยอุดมการณ์แห่งภราดรภาพ คือการอยู่ร่วมกันฉันพี่น้อง ถึงจะต้องแข่งขันกันก็ทำตามกติกา (ตามกฎหมายที่เป็นธรรม) รู้แพ้รู้ชนะในความไม่เที่ยงทั้งหลาย
อันที่จริงควรจะมีตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อเพิ่มโอกาสการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งไปในทางสร้างสรรค์ รัฐธรรมนูญจึงควรเปิดทางให้มีการจัดตั้ง “องค์กรเพื่อการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง” (Conflict Transformation Organisation)ให้มีอำนาจหน้าที่ทั้งการเยียวยาอดีต
จึงหวังว่ารัฐธรรมนูญที่กำลังร่างกัน จะมีหลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพ“ของบุคคล” ที่พึ่งได้ในทางปฏิบัติ และมีการกำหนดกลไกที่พึ่งได้ในยามขัดแย้ง เพื่อไม่ให้ไปสู่ความรุนแรง โดยหาทางกลับมาสู่จุดแห่งความปรองดองและการอยู่ร่วมกันได้เสมอ







