
เศรษฐกิจผิดหวัง ของขวัญปีใหม่รัฐบาล
หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงต่างๆ ไปจัดหาของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงต่างๆ ไปจัดหาของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน กระทรวงต่างๆ ก็ได้เริ่มมีส่งกล่องของขวัญให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เปิดห่อของขวัญ โดยคนที่ส่งการบ้านก่อนคือ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
แม้ว่ากระทรวงการคลังจะพยายามคัดสรรของขวัญห่อให้ถูกใจประชาชน แต่ปรากฏว่าของขวัญที่ได้รับการเห็นชอบจาก ครม. กลับไม่โดนใจผู้ที่ได้รับ จนถึงขั้นออกอาการผิดหวังหลังจากที่เฝ้ารอลุ้นมานาน เนื่องจากของขวัญที่ได้รับไม่สามารถใช้ได้ทันที และหลายชิ้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดำเนินการตามปกติอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นมาตรการพิเศษแต่อย่างไร
ของขวัญที่กระทรวงการคลังเตรียมไว้ทั้งหมดมี 6 ชิ้น แต่ที่ผ่านเห็นชอบจาก ครม.ครั้งแรก มีจำนวน 4 ชิ้น และอีก 2 ชิ้น จะให้ ครม.เห็นชอบในการประชุมครั้งต่อไป
สำหรับของขวัญที่แกะออกมาแล้วไม่โดนใจคนได้ ประกอบด้วยนาโนไฟแนนซ์ ที่ให้ผู้ที่สนใจปล่อยกู้ให้กับรายย่อย ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาทขึ้นไป ขอจดทะเบียนปล่อยกู้กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้กับรายย่อยแบบไม่มีหลักประกันรายละไม่เกิน 1 แสนบาท อัตราดอกเบี้ย 36% ต่อปี โดยจะเริ่มต้นเดือน ก.พ. 2558
แค่ของขวัญชิ้นแรกก็จะเห็นว่า กว่าจะเริ่มกระบวนการคือเดือน ก.พ.ปีหน้า จะเริ่มปล่อยกู้ได้จริงก็ต้องใช้เวลาอีกระยะใหญ่ และที่ผ่านมาก็ไม่มีผู้สนใจมาปล่อยกู้ เพราะมีความเสี่ยงไม่คุ้มค่าลงทุน ทำให้ยังไม่มีความชัดเจนว่าของขวัญชิ้นนี้ สุดท้ายจะมีประชาชนกี่คนที่ได้รับถึงมือ
ของขวัญชิ้นที่สอง การลดภาษีให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากเดิมกำไรตั้งแต่ 3 แสนบาท ถึง 1 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 15% ก็ขยายให้เป็นตั้งแต่ 3 แสนบาท ถึง 3 ล้านบาท ให้เสียภาษีในอัตรา 15% คลังประเมินว่าเอสเอ็มอีที่ได้รับประโยชน์มีจำนวน 2.8 หมื่นราย ซึ่งจากข้อมูลก็เห็นว่ามีเอสเอ็มอีส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการลดภาษีครั้งนี้ เพราะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในเมืองไทยมีไม่ต่ำกว่า 3 ล้านราย แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับประโยชน์มีแค่ 1% ของเอสเอ็มอีทั้งหมดเท่านั้น
นอกจากนี้ การช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยการลดภาษีก็เป็นมาตรการไม่ตรงจุด เพราะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีปัญหาต้นทุนที่เพิ่มจากค่าแรง การขาดแหล่งเงินทุน ทำให้การดำเนินการมีปัญหาประสบผลขาดทุนอยู่แล้ว ดังนั้นการลดภาษีผู้ประกอบการเอสอีจึงไม่ได้ช่วยอะไรกับเอสเอ็มอีกลุ่มใหญ่ที่มีปัญหาอยู่ แม้แต่การทำให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนรัฐบาลเองก็ยังมีปัญหาทำไม่ได้ เพราะธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ก็มีปัญหานี้เสียท่วมแบงก์ ต้องแก้ปัญหาตัวเองเสียส่วนใหญ่ ยังไม่มีกำลังไปช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างที่ควรเป็น
ของขวัญชิ้นที่สาม เป็นการลดภาษีนำเข้าของกรมศุลกากร ในกลุ่มวัตถุดิบในการผลิต 1,274 รายการ เดิมเสียภาษี 1-10% ให้เหลือ 0% ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร 258 รายการ จากเดิม 20% ให้เหลือ 10%ซึ่งว่ากันตามจริงของขวัญชิ้นนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดำเนินการอยู่แล้ว ตามข้อตกลงเปิดเสรีการค้าที่ไปทำไว้กับประเทศต่างๆ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 และคนที่ได้รับก็เป็นผู้ประกอบการไม่ใช่คนมีรายได้น้อย ของขวัญชิ้นนี้ของรัฐบาลจึงดูเป็นเรื่องผิดที่ผิดเวลา
ในส่วนของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ ครม.เห็นชอบ คือการออกพันธบัตรออมทรัพย์ 1 แสนล้านบาท ให้กับประชาชนรายย่อย ในอัตราผลตอบแทนที่สูง ซึ่งแม้ว่าเป็นแผนเดิมที่รัฐบาลต้องดำเนินการอยู่แล้ว แต่การมาแต่งหน้าทาปากให้เป็นของขวัญปีใหม่กับประชาชน ก็ถือว่าเป็นของขวัญที่น่าจะถูกใจผู้ได้รับที่สุด อยู่ที่ว่ากระทรวงการคลังจะกระจายพันธบัตรออมทรัพย์อย่างไรให้ถึงมือรายย่อยให้มากที่สุด ทันทีที่เปิดของขวัญล็อตแรกรัฐบาลเองก็เหมือนรู้ตัวว่า ของขวัญที่จัดมาให้ไม่น่าจะโดนใจคนที่ได้รับ ถึงขนาด สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ที่ลงมาแถลงของขวัญปีใหม่ ออกตัวว่า นายกรัฐมนตรีไม่อยากให้เรียกมาตรการต่างๆ ที่ออกมาเป็นของขวัญ แต่อยากให้เรียกว่าโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันและช่วยเหลือคนจนมากกว่า
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเปลี่ยนชื่อโครงการก็ยังน่าคิดว่า มาตรการที่ออกมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน และช่วยเหลือคนจนจริงหรือไม่ อย่างกรณีของการลดภาษีเอสเอ็มอีก็เคยลดมาหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ลืมตาอ้าปากได้ สำหรับการช่วยเหลือคนจน ก็ยังมีปัญหาว่านาโนไฟแนนซ์จะทำให้คนจนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น หรือจะพอกหนี้ให้คนจนมีหนี้เพิ่มขึ้น ก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลหาคำตอบไม่ได้
แต่หากไปดูมติ ครม.ที่ผ่านมามีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 4% และปรับฐานเงินเดือนเพิ่มอีก 10%ให้กับข้าราชการ 2 ล้านคนทั่วประเทศ ต้องใช้เงินเพิ่มถึงปีละ 2.2 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นของขวัญชิ้นโบแดงที่รัฐบาลคืนความสุขให้กับข้าราชการ แต่เพราะการประสานงานของบรัฐบาลอาจจะมีปัญหา ทำให้การเพิ่มเงินเดือนข้าราชการไม่ได้ถูกใส่กล่องของขวัญของกระทรวงการคลังที่แจกให้กับประชาชน
สำหรับของขวัญอีก 2 ชิ้นที่เหลือ มีการเปิดเผยออกมาแล้วว่า เป็นกองทุนรวมทุน (เวนเจอร์แคปปิตอล) วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังจะใส่เข้าไปร่วมทุนกับเอสเอ็มอีรายละ 10-15% ของทุนจดทะเบียน เพื่อดึงให้เอกชนที่สนใจเข้ามาร่วมลงทุนกับเอสเอ็มมีความมั่นใจมากขึ้น
ขณะที่ของขวัญชิ้นสุดท้าย คือ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ที่เป็นกองทุนที่เกิดขึ้นสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และถูกรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดองเค็มและเตรียมยุบทิ้งแต่ยังทำไม่สำเร็จ มาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็ดึงกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ซึ่งกฎหมาย กอช.มีผลบังคับมา 3 ปีแล้ว สามารถดำเนินการได้ทันที เป็นของขวัญแรงงานนอกระบบ 35 ล้านคน เข้ามาเป็นสมาชิก จ่ายสมทบร่วมกับรัฐบาล เพื่อหลังเกษียณจะมีรายได้ยังชีพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ของขวัญ 2 ชิ้นหลังก็ไม่น่าจะต่างจากล็อตแรก คือ ไม่โดนใจไม่ได้ใช้ได้ทันที เป็นของขวัญที่ได้รับวันนี้ แต่ก็จะได้ประโยชน์จริงต้องรอเวลานาน บางชิ้นหลาย 10 ปี อย่างกรณีของ กอช. ที่ผู้ได้รับต้องออกเงินสมทบและต้องรอถึงเกษียณอายุ ถึงจะได้รับดอกผลที่ตัวเองเก็บออมและที่รัฐบาลจ่ายสมทบ
ดังนั้น ของขวัญที่รัฐบาลมอบให้แม้ว่าผู้รับส่วนใหญ่จะผิดหวัง แต่ก็ใช่ว่าของขวัญที่รัฐบาลแจกจะไร้คุณค่าไม่มีความหมายเป็นเสียทั้งหมด จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลต้องทำงานหนักเพื่อชี้แจงประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่ได้รับของขวัญแต่ละชิ้นได้เห็นคุณค่าและประโยชน์ที่แท้จริงในของขวัญที่รัฐบาลจัดให้







