posttoday
สปสช.โต้"หมอณรงค์"ซัดใส่ร้ายด้านเดียว

สปสช.โต้"หมอณรงค์"ซัดใส่ร้ายด้านเดียว

11 ธันวาคม 2557

เลขาธิการสปสช.ฉุนปลัดสธ.ใส่ร้ายลดบทบาทกองทุน30บาทถามกลับไม่รู้เรื่องเพราะไม่เข้าประชุมใช่หรือไม่

เลขาธิการสปสช.ฉุนปลัดสธ.ใส่ร้ายลดบทบาทกองทุน30บาทถามกลับไม่รู้เรื่องเพราะไม่เข้าประชุมใช่หรือไม่

วันที่ 11 ธ.ค. ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสปสช. พร้อมด้วยผู้บริหาร เปิดแถลงข่าวตอบโต้การโจมตีของ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่ระบุว่า สปสช.บริหารงานไม่มีหลักการ ไร้ธรรมาภิบาล ทำให้โรงพยาบาลรัฐสังกัดสธ.จำนวนมากขาดทุน และยังโจมตีสปสช.ว่าสร้างเงื่อนไขไม่ยอมรับข้อเสนอการปฏิรูปการจัดการระบบการเงินการคลังที่ให้กระจายงบประมาณหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ลงไปยังเขตบริการสุขภาพของสธ. โดยระบุว่า ทั้งหมดไม่เป็นความจริง ถือเป็นการโจมตีด้านเดียว

นพ.วินัย กล่าวอีกว่า ปลัดสธ.ระบุว่าสปสช.โอนเงินให้โรงพยาบาลไปก่อนหน้า แล้วอีก 3 เดือนก็เรียกกลับตามจำนวนเดิม ซึ่งข้อเท็จจริงก็คือโรงพยาบาลไม่เคยต้องโอนเงินให้สปสช. แต่สปสช.จ่ายเงินล่วงหน้าไปยังหน่วยบริการ ก่อนหักลบหนี้ กลับมาตามผลงาน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบทุกประการ และเรื่องนี้ ก็ได้รายงานให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทราบทุกครั้ง ซึ่งปลัดสธ.ก็เป็นบอร์ดสปสช.โดยตำแหน่ง จึงน่าแปลกใจว่าที่ตั้งคำถามเรื่องนี้เพราะ ปลัดสธ.รู้น้อยหรือไม่ได้มาเข้าประชุม

เลขาธิการสปสช. กล่าวอีกว่า ที่มาของความพยายามปฏิรูประบบการเงินการคลัง มาจากข้อเสนอของสธ.ซึ่งได้เสนอในที่ประชุมบอร์ดสปสช. เมื่อวันที่ 22 ก.ย.มาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น มีการเรียกประชุมอนุกรรมการการเงินการคลัง บอร์ดสปสช.หลายครั้ง แต่ตัวแทนสธ.ไม่เคยเข้าร่วม และไม่เคยมีข้อเสนออย่างเป็นทางการ จนกระทั่งมีการส่งข้อเสนอในช่วงเย็นวันที่ 4 ธ.ค. ก่อนการประชุมบอร์ดสปสช.ในวันที่ 8 ธ.ค. เพียง 4 วัน และเป็นวันสุดท้ายก่อนช่วงวันหยุดราชการ ซึ่งชัดเจนว่า ปลัดสธ.ต้องการ “ลักไก่” เสนอเข้ามาโดยไม่ให้บอร์ดสปสช.รับทราบข้อเสนอดังกล่าวล่วงหน้า

“บอร์ดสปสช. รวมถึงรมว.สธ. เห็นว่าควรมีการรับฟังความคิดเห็น รวมถึงทดลองใช้ในรูปแบบการทำบัญชีเสมือนว่าให้ผลออกมาเป็นอย่างไร ก่อนที่จะมีการใช้จริง เพราะเราเพิ่งรับทราบข้อเสนอ และเป็นห่วงมากเกี่ยวกับการแยกผู้ซื้อและผู้จัดบริการออกจากกันตามกฎหมาย ที่สำคัญต้องดูด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงแล้วประชาชน คนไข้จะได้ประโยชน์ดีกว่าเดิมอย่างไรอีกด้วย” นพ.วินัยกล่าว

เลขาธิการสปสช. กล่าวอีกว่า หากสปสช.ต้องปฏิบัติตามข้อเสนอของปลัดสธ. จะเกิดผลกระทบได้แก่ 1.หลักการของสปสช.น่าจะเปลี่ยนจากหลักการเป็น “ผู้ซื้อบริการ” เป็นเพียง “ผู้ทำบัญชี” 2.ไม่ทำให้เพิ่มการเข้าถึงของประชาชน 3.เปลี่ยนระบบการใช้สิทธิ์ของประชาชน เป็นเพียงการอนุเคราะห์ และ 4.จะสนับสนุนการใช้ดุลยพินิจของผู้ตรวจในการจัดสรรเงิน ซึ่งอันตรายมาก เพราะดุลยพินิจ สามารถถูกครอบงำโดยผู้มีอำนาจได้ ซึ่งทั้งหมดนี้คือการยุบบทบาทสปสช.

ส่วนประเด็นโรงพยาบาลขาดทุนนั้น นพ.วินัย กล่าวว่า สปสช.มีหน้าที่ดูแลเฉพาะรายรับของโรงพยาบาล ส่วนรายจ่าย ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือนค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ เป็นการจัดการภายในของโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ได้มีมาตรการช่วยเหลือ เช่น จัดให้มีงบประมาณสนับสนุนหน่วยบริการในพื้นที่ประชากรน้อย มีค่าใช้จ่ายสูงหรือมีการปรับเกลี่ยภายในจังหวัดมาโดยตลอด

ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหา สปสช.จะเสนอรมว.สธ. ให้แต่งตั้งคณะทำงานจากบุคคลภายนอกที่เป็นกลาง และจากนักตรวจสอบบัญชี เพื่อตรวจหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนโรงพยาบาลขาดทุน เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขโรงพยาบาลที่ขาดทุนอย่างจริงจัง ไม่ให้ถูกนำมาหยิบยกจนสร้างความสับสนกับผู้ป่วย โดยคาดว่าจะเสนอรมว.สธ.ได้ในสัปดาห์หน้า

นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการ สปสช.  กล่าวว่า การโอนเงินกองทุนย่อยให้มูลนิธิหรือหน่วยงานอื่นนั้น มีที่มาจาก งบประมาณเหมาจ่ายปีละ 1.4 แสนล้านบาท เป็นงบประมาณที่รัฐจัดให้กับประชาชน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการ ไม่ใช่ของหน่วยบริการโดยตรง ซึ่งบอร์ดสปสช. ได้กำหนดหลักเกณฑ์การบริหารงบเหมาจ่ายของกองทุน โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก1.งบชดเชยการจัดบริการเป็นเงินทั้งหมด 1.4 แสนล้านบาท หรือ 99% แบ่งเป็นงบเหมาจ่ายผู้ป่วยนอก จ่ายตามจำนวนประชากร สำหรับผู้ป่วยในและผู้ป่วยค่าใช้จ่ายสูง รวมทั้งกองทุนย่อยอื่น จ่ายตามผลงานการให้บริการจริงของหน่วยบริการ

และ 2.งบสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุข ได้แก่ งบตามมาตรา41 ช่วยเหลือเบื้องต้น ผู้ป่วยที่ได้รับความเสียหายจากการใช้บริการ และงบกองทุนท้องถิ่น รวมถึงกองทุนสนับสนุนหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมในสธ. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด รวมถึงสถาบันวิชาการ และมูลนิธิไม่แสวงหากำไร เพื่อเพิ่มการเข้าถึงของประชาชน ทั้งนี้ในปี 2557 งยประมาณส่วนนี้มีทั้งสิ้นเพียง 587 ล้านบาท หรือเพียง 0.42% ของงบเหมาจ่ายรายหัวทั้งหมด

“มีการกล่าวอ้างว่าสปสช.นำงบประมาณไปสนับสนุนมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งรมว.สธ.เป็นอธิการบดี สนับสนุนมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ซึ่งรมช.สธ.เป็นเลขาธิการมูลนิธิฯ และสนับสนุนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งมีคุณสารี อ๋องสมหวัง บอร์ดสปสช.เป็นเลขาธิการ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ งบประมาณส่วนนี้ที่สปสช.จัดสรรให้มากที่สุดได้แก่ สำนักงานปลัดสธ. การกล่าวอ้างเช่นนี้จึงน่าจะเป็นการตัดตอนข้อมูลเพื่อกล่าวหาปลุกอารมณ์มากกว่า” นพ.ประทีป กล่าว

ขณะที่ การให้ปรับลดจำนวนกองทุนย่อยจาก 9 แถว เหลือ 4 แถวนั้น นพ.ประทีป กล่าวว่า ต้องตั้งคำถามว่าการให้เขตบริการสุขภาพ ซึ่งมีผู้ตรวจราชการสธ.เป็นประธานจัดสรรเงินให้หน่วยบริการนั้นถูกต้องตามหลักการและกฎหมายหรือไม่ และเขตบริการสุขภาพของสธ.จะมีความพร้อมในการดำเนินการมากกว่าเขตและคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตซึ่งประกอบด้วยตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ของ สปสช. ซึ่งดำเนินการมาหลายปีแล้วจริงหรือไม่แบะหน่วยบริการและประชาชนจะได้ประโยชน์มากขึ้นอย่างไร จึงอยากให้มีการทดลองใช้ และรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ