
จีน-กรีซดิ่งแรง เขย่าตลาดหุ้นโลก
การแห่เข้าไปเก็งกำไรของนักลงทุนในตลาดทุนหลังจากความเชื่อมั่นที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง และกลายเป็นหัวรถจักรในการขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรตามเหตุการณ์ความวุ่นวายในตลาดหุ้นจีนและกรีซได้พิสูจน์แล้ว ความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นสหรัฐยังเป็นเพียงการฝันกลางวันเท่านั้น
การแห่เข้าไปเก็งกำไรของนักลงทุนในตลาดทุนหลังจากความเชื่อมั่นที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง และกลายเป็นหัวรถจักรในการขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรตามเหตุการณ์ความวุ่นวายในตลาดหุ้นจีนและกรีซได้พิสูจน์แล้ว ความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นสหรัฐยังเป็นเพียงการฝันกลางวันเท่านั้น
เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์ตลาดทุนย่อตัวลงทั่วโลก จากความเคลื่อนไหวของนักลงทุนในจีนและกรีซพากันเทขายหลักทรัพย์ หลังจากเกิดความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในสองประเทศที่สั่นคลอนความมั่นใจของนักลงทุน
สำหรับในแดนมังกร ชนวนเหตุของการย่อตัวในตลาดหุ้นมาจาก กรณีที่ “บริษัท ไชน่า ซีเคียวริตี้ เดโพริโทรี แอนด์ เคลียร์ คอร์ป” ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการเคลียริ่งของรัฐบาลจีน ได้ประกาศว่า พันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งมีการจัดอันดับต่ำกว่าระดับ AAA ไม่สามารถนำมาใช้ “เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันหนี้ระยะสั้นได้”
กล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ ในขณะนี้เหลือเพียงพันธบัตรที่มีการจัดอันดับระดับ AAA ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเท่านั้นที่สามารถใช้ในการค้ำประกันได้ ส่งผลให้ตราสารหนี้รัฐบาลที่มีการจัดอันดับต่ำกว่าด้อยค่าลงในทันที เนื่องจากไม่สามารถใช้ในการค้ำประกันได้อีกต่อไป
กรณีดังกล่าว นับเป็นการที่รัฐบาลกลางที่กรุงปักกิ่ง “ลงดาบ” บรรดาบริษัทระดมทุนของรัฐบาลท้องถิ่น (แอลจีเอฟวี) ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ขายพันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่นให้กับนักลงทุน โดยมีที่ดินของรัฐบาลท้องถิ่นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และกลไกสำคัญที่ทำให้หนี้ท้องถิ่นของรัฐบาลจีนปูดขึ้น และยังเป็นการสั่งสอนนักลงทุน พร้อมกับลดความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ไปด้วยในตัว
การเข้มงวดกฎเกณฑ์ทางการเงินของจีนในครั้งนี้ ส่งผลให้พันธบัตรราวครึ่งหนึ่งซึ่งขายโดยแอลจีเอฟวีราคาลดฮวบอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนักลงทุนเกรงว่า การทำให้พันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งมีระดับต่ำกว่า AAA ไม่สามารถเป็นหลักทรัพย์ได้อีกต่อไป จะเป็นการทำให้พันธบัตรขาดความน่าเชื่อถือและสภาพคล่อง
ตลาดหลักทรัพย์ที่เซี่ยงไฮ้ถือเป็นโดมิโนตัวต่อมาที่ได้รับผลกระทบจากความเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ย่อตัวลงถึง 5.4% ซึ่งนับเป็นการย่อตัวครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009
ทั้งนี้ แม้ว่าช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2008 บริษัทระดมทุนของรัฐบาลท้องถิ่นจะถือเป็น “พระเอก” ในการเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ จนจีนสามารถรอดพ้นจากภาวะถดถอยมาได้ เนื่องจากกฎหมายระบุว่า รัฐบาลท้องถิ่นของจีนไม่สามารถระดมทุนได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ความหละหลวมของการออกพันธบัตรกอปรกับการแห่เข้าไปเก็งกำไรของนักลงทุน ทำให้ผลที่ตามมาคือ รัฐบาลท้องถิ่นของแดนมังกรมีสัดส่วนหนี้ทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในปัจจุบันรัฐบาลท้องถิ่นของมหานครใหญ่ๆ ในจีนมีภาระหนี้สินสะสมจำนวนมาก โดยรัฐบาลที่มีหนี้สินสะสมสูงจนน่ากลัว ได้แก่ มณฑลฉงชิ่ง ซึ่งมีสัดส่วนหนี้สินสูงถึง 93% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขณะที่กรุงปักกิ่งมีหนี้สินสูงเท่ากับจีดีพี แม้ในขณะนี้รัฐบาลท้องถิ่นจะยังจะยังสามารถชำระหนี้ได้อยู่ แต่โอกาสเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ถือว่าสูงไม่น้อยทีเดียว เนื่องจากปริมาณพันธบัตรซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.88 ล้านล้านบาท) จะถึงกำหนดไถ่ถอนในปี 2015
ด้านกรีซก็มีความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญไม่แพ้จีนเช่นกัน จากกรณี นายกรัฐมนตรี แอนโทนิส ซามาราส ประกาศให้รัฐสภากรีซเลือกตั้งประธานาธิบดีก่อนกำหนด ซึ่งหากตัวแทนจากพรรครัฐบาลไม่ชนะการเลือกตั้ง ก็มีแนวโน้มที่นายกรัฐมนตรีซามาราสจะประกาศเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนด ซึ่งทำให้นักลงทุนวิตกกันว่า อาจเป็นการทำให้พรรคฝ่ายค้าน “ไซริซา” ซึ่งมีแนวคิดซ้ายจัดก้าวขึ้นสู่อำนาจ หลังจากที่ก่อนหน้านี้พรรคดังกล่าวมีคะแนนนิยมนำรัฐบาล
ทั้งนี้ พรรคไซริซา มีนโยบายต่อต้านโครงการช่วยเหลือทางการเงินของสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ให้กับกรีซเพื่อกู้วิกฤตเศรษฐกิจจากปัญหาหนี้สาธารณะท่วมประเทศในปี 2009 ถึงกระนั้นพรรคไซริซาก็ยังมีนโยบายต่อต้านการรัดเข็มขัดและสนับสนุนประชานิยมอย่างเต็มที่
นักลงทุนต่างวิตกกันว่า หากพรรคไซริซากลายเป็นพรรครัฐบาล นโยบายผ่อนคลายการรัดเข็มขัดจะทำให้กรีซกลับไปสู่วังวนหนี้สาธารณะ กลายเป็นการบั่นทอนเสถียรภาพไม่เฉพาะกรีซเท่านั้น แต่หมายถึงอียูทั้งหมด
ที่แย่ที่สุดคือ กรณีดังกล่าวอาจเป็นการบีบให้อียูต้องตัดสินใจที่ต้องเลือกระหว่างการยกหนี้ให้แก่กรีซหรือการให้กรีซออกจากยูโรโซน ด้าน ชาลส์ โรเบิร์ตสัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเรเนอร์ซอง แคปิตัล แสดงความเห็นว่า วิกฤตกรีซในครั้งนี้สำคัญกว่าประเด็นเรื่องยูเครนหรือรัสเซียเสียอีก
บรรยากาศในแง่ลบ ทำให้ตลาดหุ้นกรีซปรับตัวลดลงรวดเดียวถึง 12.7% ซึ่งเปนการย่อตัวลงที่รุนแรงที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนตั้งแต่ปี 1987 นอกจากนี้ผลกระทบยังกระจายไปทั่วยุโรป โดยดัชนีตลาดหุ้นเยอรมนีร่วงถึง 2.2% ตลาดหุ้นฝรั่งเศสร่วง 2.6% ขณะที่ตลาดหุ้นสเปนร่วง 3.2% และดัชนียูโรสต็อกซ์ร่วงลงถึง 2.5% เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน
ความรุนแรงจากการย่อตัวของตลาดหุ้นในแดนมังกรและแดนเทพนิยายแพร่กระจายไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ตลาดหุ้นสหรัฐ ที่ดัชนีสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ 500 ร่วงลงไป 1% ขณะที่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ดิ่งลงไป 223 จุด
กรณีนี้นับเป็นสัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจสหรัฐซึ่งฟื้นตัวอย่างโดดเด่นยังไม่แข็งแกร่ง โดยสะท้อนได้ถึงภาวะที่ตลาดทุนสหรัฐเองยังไม่มีภูมิต้านทานเพียงพอรองรับผลกระทบจากภายนอก แม้ก่อนหน้านี้ความมั่นใจของนักลงทุนจะทำให้ตลาดทุนทำสถิติใหม่อยู่หลายครั้ง ฉะนั้นความหวังที่สหรัฐจะเป็นหัวหอกให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกนับว่ายังอยู่อีกไกลทีเดียว







