
เสียเปล่า
หลังจาก ฌอง โคลด จุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจยุโรปด้วยการระดมเงินทุนจากภาคเอกชนเป็นเม็ดเงินถึง 3.15 แสนล้านยูโร เพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของยุโรป และหลีกเลี่ยงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต้องมีการเพิ่มจำนวนหนี้
หลังจาก ฌอง โคลด จุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจยุโรปด้วยการระดมเงินทุนจากภาคเอกชนเป็นเม็ดเงินถึง 3.15 แสนล้านยูโร เพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของยุโรป และหลีกเลี่ยงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต้องมีการเพิ่มจำนวนหนี้
หนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียล ไทมส์ ได้ตีพิมพ์บทความแสดงความเห็นของ โวล์ฟกัง มุนเชา คอลัมนิสต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านยุโรป ซึ่งกล่าวว่า โครงการของจุงเกอร์นั้นแทบไม่ส่งผลใดๆ ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้งยังมีจุดอ่อนมากอีกด้วย
โวล์ฟกัง แสดงทัศนะว่า โครงการต้องอาศัยเม็ดเงินลงทุนจากเอกชน ทำให้ธนาคารเพื่อการลงทุนยุโรป (อีไอบี) เป็นฝ่ายเสียเปรียบ อาทิ หากอีไอบีต้องลงทุนในโครงการด้านพลังงานซึ่งมีมูลค่า 1 หมื่นล้านยูโร ทางอีไอบีจะลงทุนเพียง 2,000 ล้านยูโรเท่านั้น โดยส่วนที่เหลือต้องมาจากภาคเอกชน ซึ่งหากโครงการดังกล่าวล้มเหลว ผู้ที่เจ็บตัวรายแรกย่อมเป็นอีไอบี เนื่องจากโครงการต้องรับรองกำไรให้กับภาคเอกชน
นอกจากนี้ ยังมีจุดอ่อนอีกคือ โครงการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐานขาดการวางเงินประกันล่วงหน้า ทำให้ขาดแรงดึงดูดนักลงทุน และยังไม่มีการรับประกันหากโครงการเกิดขาดทุนอีกด้วย ประเด็นถัดมาคือ ถึงแม้จะเป็นโครงการที่มีเงินลงทุนกว่า 3.15 แสนล้านยูโร หรือเทียบเท่ากับ 0.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในของยุโรป (จีดีพี) แต่ก็ยังไม่มีสิ่งใดที่ชี้ชัดว่าเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ๆ
บทความสรุปทิ้งท้ายไว้ว่า แม้โครงการขนาดใหญ่จะสร้างความฮือฮาตามหน้าหนังสือพิมพ์ แต่จะไม่ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในเขตยูโรโซนแต่อย่างใด แม้กระทั่งการกระตุ้นทางอ้อมก็ตาม คอลัมนิสต์รายนี้สรุปทิ้งท้ายไว้ว่า มีแต่ความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ในการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเท่านั้นที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจยุโรปได้







