posttoday
ราคาน้ำมัน ควรลดเร็วกว่านี้

ราคาน้ำมัน ควรลดเร็วกว่านี้

03 ธันวาคม 2557

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดต่ำลงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. จนบัดนี้ก็ดูเหมือนยังไปต่อ ราคาน้ำมันใสที่ตลาดสิงคโปร์ก็ทยอยตามลงมา ทำให้เกิดความคาดหมายว่าราคาขายปลีกในประเทศไทยควรจะลดลงอย่างรวดเร็วพอๆ กัน ทำไมไม่เป็นเช่นนั้น?

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดต่ำลงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. จนบัดนี้ก็ดูเหมือนยังไปต่อ ราคาน้ำมันใสที่ตลาดสิงคโปร์ก็ทยอยตามลงมา ทำให้เกิดความคาดหมายว่าราคาขายปลีกในประเทศไทยควรจะลดลงอย่างรวดเร็วพอๆ กัน ทำไมไม่เป็นเช่นนั้น?

ก่อนอื่นต้องดูข้อเท็จจริงเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกของประเทศไทยว่าประกอบด้วยราคาเนื้อน้ำมันจากโรงกลั่น+ภาษี+เงินกองทุน+ค่าการตลาด โดยรัฐบาลที่แล้วๆ มามีนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมัน ทั้งด้วยกองทุนน้ำมันที่เป็นกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวาของผู้บริโภค และด้วยการลดภาษีสรรพสามิตที่เคยเก็บเข้ารัฐ

เนื่องจากได้มีการอุดหนุนราคาช่วงน้ำมันแพง หรือตลาดน้ำมันขาขึ้น ทำให้กองทุนน้ำมันเป็นหนี้สะสมและรัฐเก็บภาษีได้น้อยกว่าที่ควร ในจังหวะที่ราคาตลาด
ลดลง รัฐจึงต้องเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อล้างหนี้กับเตรียมสำรองเผื่อความผันผวน และเก็บภาษีเพิ่มเพื่อชดเชยบางส่วนของคลังงบประมาณเสียก่อน จึงเป็นเหตุให้ราคาขายปลีกสำหรับผู้บริโภคลดลงช้า

ตัวอย่างเช่น ในการตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท รัฐได้ลดภาษีสรรพสามิตจากที่เคยเก็บ 5 บาท/ลิตร เหลือเพียง 0.5 สตางค์/ลิตร หากดีเซลใช้วันละ 57 ล้านลิตร
รายได้รัฐก็น้อยลงไป 1.04 แสนล้านบาท/ปี

สมมติเลือกวันที่ 1 พ.ค. 2557 ซึ่งอยู่ในช่วงราคาตลาดโลกไต่ขึ้นก่อนจะเริ่มตก เทียบกับวันที่ 1 ธ.ค. 2557 แม้ราคาเนื้อน้ำมันลดไปถึง 6.15 บาท แต่ราคาขายปลีกดีเซลลดลงเพียง 60 สต./ลิตร เพราะรัฐเก็บภาษีและกองทุนเพิ่มขึ้น 4.98 บาท/ลิตร

ส่วนราคาเบนซิน 95 ซึ่งพูดถึงกันมากแม้ใช้เพียง 1.3 ล้านลิตร/วันนั้น ราคาเนื้อน้ำมันลดลง 6.94 บาท/ลิตร แต่ราคาขายปลีกกลับลดลงมากถึง 8.19 บาท/ลิตร เพราะรัฐเก็บภาษีและกองทุนลดลง 2.43 บาท/ลิตร

ผลกระทบต่างกันเพราะดีเซลมีปริมาณการใช้สูงมาก จึงเป็นเครื่องมือเก็บเงินใช้หนี้กองทุนและเพิ่มภาษีที่ดี ทำให้รัฐสามารถลดภาระของผู้ใช้แก๊สโซฮอล์ทั่วไปและเบนซิน 95 ที่ราคาสูงจนเป็นเป้าโจมตี เมื่อกระบวนการใช้หนี้เสร็จสิ้นแล้ว หากราคาโลกยังลงต่อ การปรับราคาขายปลีกก็น่าจะเร็วใกล้เคียงตลาดโลกมากขึ้น ทั้งนี้ ปริมาณการคืนภาษีขึ้นอยู่กับฐานะและนโยบายของรัฐบาล แต่รัฐคงไม่เอาคืนหมดแน่นอน!

สรุปว่า ของฟรีไม่มีในโลก ซึ่งความจริงถ้าปล่อยให้ราคาขึ้นไปตามตลาดแต่แรกไม่ตรึงไว้ ผู้ใช้อาจจะประหยัดการใช้มากกว่า “หนี้” น้อยกว่า เมื่อตลาดลงราคาขายปลีกก็ลงได้เร็วกว่า และไม่ต้องสูญเสียเงินภาษีที่สามารถนำไปพัฒนาประเทศด้วย

เนื่องจากรัฐบาลนี้มีนโยบายที่จะปรับโครงสร้างราคาให้สะท้อนต้นทุน หรือเปลี่ยนแปลงตามตลาดมากขึ้น ผลคือ ราคาน้ำมันบางตัวจะได้ลด อย่างเช่นเบนซินและแก๊สโซฮอล์ส่วนใหญ่ที่ถูกเก็บเงินกองทุนไปอุดหนุนราคาแอลพีจีเชื้อเพลิง (ไม่ได้ช่วยปิโตรเคมีอย่างที่พูดกัน) เมื่อจะเลิกหรือลดการเก็บเงินเข้ากองทุน ก็ต้องเลิกหรือลดการจ่ายเงินจากกองทุนให้กับแอลพีจีด้วย แปลว่าราคาแอลพีจีจะต้องขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ไขวงจรอุบาทว์ของการใช้ผิดประเภทและลักลอบไปขายด้วย

การที่ตลาดโลกลดลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีมาก รัฐบาลน่าจะรีบปรับทุกอย่าง โดยเฉพาะจังหวะที่ราคาแอลพีจีในตลาดโลกลดลงจะทำให้ค่าเฉลี่ยของต้นทุนแอลพีจีต่ำลง การปรับขึ้นจะไม่มาก ทั้งนี้ ต้นทุนโรงแยกก๊าซจะอยู่ในค่าเฉลี่ยแม้ต้องขายขาดทุนมาหลายปี

แม้จะมีทั้งเพิ่มทั้งลด แต่รวมแล้วปรับราคาเร็วน่าจะคืนความสุขให้ราษฎรได้มากกว่า เพราะยิ่งรอช้าคนก็เป็นทุกข์จากการที่รู้ว่ามีบางอย่างจะต้องจ่ายแพงขึ้น โดยไม่รู้ว่ารัฐจะลดราคาอย่างอื่นให้ ดั่งที่พุทธศาสนาสอน การคิดคร่ำครวญถึงสิ่งไม่ชอบที่ยังไม่มาถึง ทำให้เกิดทุกข์ ยิ่งคิดมากนานๆ ก็เป็นทุกข์อยู่นาน รวมแล้วจะเป็นทุกข์มากกว่า

ฉะนั้น จึงน่าจะรีบลดเบนซินและแก๊สโซฮอล์ไปเลยสัก 3 บาท พร้อมกับการขึ้นแอลพีจีเท่าที่จำเป็น ซึ่งคนก็คาดหมายอยู่แล้ว

ที่สำคัญความทุกข์ที่จะเกิดขึ้นจริงจะมีการบรรเทาสำหรับคนยากคนจน เช่น 7.6 ล้านครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วย และร้านอาหารหาบเร่แผงลอย จะได้รับสิทธิซื้อแอลพีจีในราคาดั้งเดิมที่ 18.13 บาท/กก.

แม้ปัจจุบันจะยังมีผู้ใช้สิทธิน้อยเพียงประมาณ 6 ล้านตัน/เดือน แต่เมื่อราคาสูงขึ้นไปก็น่าจะมีเพิ่มขึ้นเพราะจะคุ้มกับความยุ่งยากมากขึ้น ทั้งนี้ งานวิจัยพบว่าในกับข้าว 1 ถุงราคา 20 บาทนั้น มูลค่าแอลพีจีจะตกประมาณ 3% คือเพียง 60 สตางค์

สำหรับผู้มีรายได้น้อย ทุกบาททุกสตางค์มีความหมาย กระทรวงพลังงานจึงควรปรับปรุงมาตรการช่วยเหลือให้เข้าถึงได้ง่ายกว่าที่ผ่านมา

แต่ไม่สมควรรีรอ เพราะความทุกข์ได้หยั่งเข้ามานานแล้วจากการรับรู้ที่ถูกตอกย้ำ รัฐบาลควรหายใจเข้าลึกๆ แล้วคืนความสุขให้ประชาชนโดยทำสิ่งที่ได้กล้าประกาศออกไปแล้วในทันที

มิฉะนั้นความดีในส่วนที่ถูกใจจะตกอยู่กับฝ่ายต่อต้าน ความโกรธในส่วนที่ผิดใจจะยังตกอยู่กับรัฐบาล การรีรอจะทำให้ความไม่พึงพอใจสะสมและตกค้างโดยไม่จำเป็น

ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิใช่ขององค์กรใด

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย