
น้ำมันโลกยังร่วงไม่สุด รีบาวด์ข้ามคืนแค่เก็งกำไร
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกกลายเป็นสิ่งที่ถูกจับตามองอย่างตาไม่กะพริบไปเสียแล้ว
โดย...ธนพล ไชยภาษี
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกกลายเป็นสิ่งที่ถูกจับตามองอย่างตาไม่กะพริบไปเสียแล้ว ภายหลังจากที่ราคาได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในปีนี้มาตั้งแต่ที่ระดับราคาราว 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อช่วงต้นปีมาจนถึงขณะนี้ราคาทรงตัวอยู่ที่ราวๆ 69 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอย่างพรวดพราดของราคาน้ำมันที่มากสุดในรอบ 2 ปี ในวันเดียวเมื่อวันจันทร์ที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมานั้น โดยราคาน้ำมันดิบเบาที่ตลาดไนเม็กซ์พุ่งขึ้นมาถึง 2.85 เหรียญสหรัฐ หรือบวก 4.3% ทำให้ราคาได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 69 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังจากที่ก่อนหน้านั้นราคาได้ตกลงไปอย่างต่อเนื่องจนแตะระดับที่ราวๆ 66 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลให้บางฝ่ายมองว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจจะแตะจุดต่ำสุดไปแล้ว และจากนี้ไปอาจจะเป็นการกลับมารีบาวด์ของราคาน้ำมันก็เป็นได้
กระนั้นก็ตาม ถ้าหากพิจารณาจากหลายๆ ด้านก็จะพบกับความหลากหลายที่ว่า การปรับขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อวันจันทร์นั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วครั้งชั่วคราวที่เกิดจากการเก็งกำไรของนักลงทุนเท่านั้น และราคาน้ำมันในตลาดโลกในขณะนี้ก็ยังไม่แตะจุดต่ำสุดแต่อย่างใด
คำถามสำคัญก็คือ เพราะเหตุใดราคาน้ำมันจึงจะอยู่ในช่วงขาลงต่อไป
ประการแรก เพราะการที่สหรัฐสามารถผลิตน้ำมันจากแหล่งหินดินดาน หรือที่เรียกว่า “เชลออยล์” ได้มากขึ้นนั้น ได้ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันจากภายนอกสหรัฐนั้นลดลง จึงทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกซึ่งทำการซื้อขายในตลาดสหรัฐนั้นปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า การโหมขุดน้ำมันเชลออยล์ในสหรัฐนี่เอง ที่เป็นตัวป่วนราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างแท้จริง แต่กระนั้นองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) กลับยังคงไม่ปรับลดกำลังการผลิตเพื่อรักษาส่วนแบ่งในตลาดสู้กับน้ำมันจากเชลออยล์ต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเสียงครหาด้วยว่า อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้โอเปกตัดสินใจไม่ลดกำลังการผลิตลง ก็เพราะต้องการกดราคาน้ำมันลงต่อไป เพื่อทำลายอุตสาหกรรมการขุดน้ำมันเชลออยล์ในสหรัฐทำให้เกิดการขาดทุนนั่นเอง
ประการต่อมาก็คือ กลุ่มนักลงทุนและนักเก็งกำไรในสหรัฐยังสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง จากการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลงต่อไปเรื่อยๆ
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้าง โรแลนด์ ออสตรัป ซีอีโอของกองทุน “อินเตอร์เกรต แมนเนจ ฟิวเจอร์ คอร์ป” ซึ่งมีมูลค่ากองทุนราว 54 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้เปิดเผยว่า ทางกองทุนสามารถทำกำไรเฉพาะในเดือน พ.ย. ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนี้ได้เพิ่มขึ้นถึง 6% โดยเป็นการลงทุนเฉพาะในตลาดน้ำมันภายใต้การคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลงไปอย่างต่อเนื่อง
กรณีของออสตรัป เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งถึงการฉวยโอกาสทำกำไรในช่วงสำคัญนี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า นักลงทุนในสหรัฐกำลังวิ่งเข้าสู่เกมนี้อย่างคึกคัก โดยเห็นได้จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันอย่างพรวดพราดเมื่อวันจันทร์ที่ 1 ธ.ค.นั้น ก็เป็นเพราะว่านักลงทุนแห่โร่วิ่งเข้าไปในตลาดน้ำมันกันอย่างล้นหลามนั้นเอง โดยหวังที่จะทำกำไรกับช่วงเวลาทองที่ราคาน้ำมันถูกลงมากขนาดนี้
“วันนี้ (วันจันทร์) น่าจะเป็นการรีบาวด์เพียงชั่วคราวเท่านั้น หลังจากที่ราคาดิ่งลงอย่างหนักเมื่อวันศุกร์ ซึ่งไม่น่าจะใช่การเปลี่ยนแปลงทิศทางของราคาในระยะยาวนัก” ไคล์ คูเปอร์ นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษา ไอเอเอฟ ในเมืองฮุสตันของสหรัฐ ให้ความเห็นกับวอลสตรีท เจอร์นัล
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าราคาน้ำมันที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ในอีกด้านหนึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายขึ้นกับกองทุนต่างๆ เช่น กองทุน “เบรเวน โฮวาร์ด แอสเสท แมนเนจเมนต์” เฮดจ์ฟันด์ที่มีมูลค่ากองทุนที่ 630 ล้านเหรียญสหรัฐ ต้องปิดตัวลงหลังจากที่ขาดทุนอย่างหนักจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง แต่กระนั้นในอีกด้านหนึ่งก็จะเห็นได้ว่า ภาวะตกต่ำของราคาน้ำมันก็เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการควบรวมกิจการของธุรกิจพลังงานในสหรัฐมากขึ้นเช่นกัน
ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์และธนาคารพาณิชย์ ต่างคาดการณ์ว่าผลจากราคาน้ำมันที่ดิ่งลงอย่างต่อเนื่องนั้น จะสร้างภาวะกดดันให้กับบริษัทพลังงานต่างๆ ในสหรัฐมากยิ่งขึ้น และในที่สุดก็จะเกิดการควบรวมกิจการกันมากขึ้นตามมาในที่สุด
อย่างในกรณีของบริษัทพลังงานรายใหญ่อย่าง “ฮัลลิเบอร์ตัน โค” ซึ่งในขณะนี้ก็อยู่ในระหว่างกระบวนการเข้าซื้อบริษัทคู่แข่งอย่าง เบเคอร์ ฮิวจ์ อิงก์ ส่วนบริษัท วีเธอร์ฟอร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล ก็เปิดเผยเช่นกันว่า จะขายทิ้งธุรกิจด้านการขุดเจาะ และเคมีให้กับบริษัท ลูบริซอล ของกองทุนเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ แล้ว
และในขณะเดียวกันนั้น ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงยังกลายเป็นความหวังใหม่ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นดีมานด์ หรือความต้องการของผู้บริโภคในสหรัฐอีกด้วย
ทั้งนี้ การใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐนั้นถือเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งของเมืองลุงแซม โดยคิดเป็น 2 ใน 3 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดของแผ่นดินลุงแซมทีเดียว ดังนั้นราคาน้ำมันที่ถูกลง ย่อมหมาย ความว่าจะเป็นการเพิ่มแรงซื้อของมะกันชนได้มากขึ้นทีเดียว
กระนั้นก็ตาม ดูเหมือนว่าในท้ายที่สุดแล้ว บรรดาเกจิทั้งหลายต่างเทน้ำหนักให้กับความเคลื่อนไหวของกลุ่มโอเปกมากที่สุดที่จะเป็นผุู้ชี้ชะตาว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะดิ่งเหวต่อไปหรือไม่ เนื่องจากการคงไว้ซ่ึ่งการผลิตน้ำมันของโอเปกโดยที่ไม่มีการปรับลดนั้น ก็จะยิ่งทำให้ซัพพลายของน้ำมันในตลาดโลกเกินต่อไป จึงไม่น่าแปลกใจนักที่การวิเคราะห์จากหลายสำนักจะเห็นพ้องตรงกันว่า ราคาน้ำมันสำหรับปีนี้และปีหน้าจะยังคงปรับลดลงไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นธนาคารบีเอ็นพี พาริบาส ของฝรั่งเศส หรือธนาคารซิตี้กรุ๊ป ของสหรัฐเองก็ตาม
“ยุคแห่งน้ำมัน 100 เหรียญสหรัฐ นั้นสิ้นสุดลงไปแล้ว ราคาน้ำมันจะตกลงอย่างรวดเร็วไปจนแตะราคาต้นทุนการผลิตทีเดียว ถ้าหากพวกเขา (โอเปก) ยังไม่สามารถตกลงกันลดกำลังการผลิตลงได้” ธนาคารซิตี้กรุ๊ป ระบุ
เฉพาะในปี 2014 นี้ ราคาน้ำมันได้ปรับลงไปแล้วทั้งหมดถึง 37% โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีนี้หลังจากที่สหรัฐสามารถขุดน้ำมันเชลออยล์ขึ้นมาได้ และราคาที่ดิ่งลงอย่างต่อเนื่องนี้เมื่อพิจารณาจากปัจจัยทั้งหมดทั้งปวงนี้จะเห็นว่า ได้ส่งผลดีมากกว่าผลเสียอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการฉุดเศรษฐกิจสหรัฐขึ้นมาโดยอ้อม การที่นักลงทุนจะสามารถแสวงหาผลกำไรได้อย่างต่อเนื่องจากการคาดการณ์ถึงความตกต่ำของราคาน้ำมัน ตลอดจนยังเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการควบรวมกิจการมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน
ดังนั้น จึงมีโอกาสสูงมากที่ราคาน้ำมันที่เห็นในวันนี้ จะยังไม่ใช่ราคาที่ต่ำสุดอย่างแน่นอน...!







