
5 สัญญาณอันตราย เศรษฐกิจโลกส่อถดถอย
แม้ว่าโลกจะผ่านช่วงเศรษฐกิจตกต่ำมานานกว่า 7 ปีแล้ว ทว่าใช่ว่าในขณะนี้เศรษฐกิจของโลกจะส่งสัญญาณถึงการฟื้นตัว เพราะเมื่อพิจารณาจากหลายปัจจัยและหลายภูมิภาคของโลกแล้ว เศรษฐกิจโลกนั้นยังอยู่ในภาวะที่ไม่สู้ดีนัก หรืออาจจะเรียกได้ว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอยเลยก็ว่าได้
แม้ว่าโลกจะผ่านช่วงเศรษฐกิจตกต่ำมานานกว่า 7 ปีแล้ว ทว่าใช่ว่าในขณะนี้เศรษฐกิจของโลกจะส่งสัญญาณถึงการฟื้นตัว เพราะเมื่อพิจารณาจากหลายปัจจัยและหลายภูมิภาคของโลกแล้ว เศรษฐกิจโลกนั้นยังอยู่ในภาวะที่ไม่สู้ดีนัก หรืออาจจะเรียกได้ว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอยเลยก็ว่าได้
ปัจจัยแรก เห็นได้จากการหดตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ที่ในขณะนี้ต้องบอกว่าเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในไตรมาสเดือน ก.ค.-ก.ย.ที่ผ่านมา เศรษฐกิจแดนปลาดิบนั้นหดตัวถึง 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ไตรมาสก่อนหน้านั้นหดตัวถึง 7.3% เลยทีเดียว
การหดตัวทางเศรษฐกิจในญี่ปุ่นนั้นก็มีสาเหตุมาจากการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 5% เป็น 8% เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ได้ส่งผลให้การใช้จ่ายของประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ยืนยันได้จากตัวเลขการใช้จ่ายภาคครัวเรือนในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ปรับตัวลดลงถึง 5.6% นับเป็นการใช้จ่ายที่ลดต่ำติดต่อกันเป็นเวลาถึง 6 เดือนเลยทีเดียว
นอกจากนี้แล้ว แม้ว่าทางธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ดูเหมือนว่ามาตรการดังกล่าวจะยังไม่มีแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มากพอเช่นกัน เห็นได้จากตัวเลขเงินเฟ้อของญี่ปุ่นที่อยู่ต่ำกว่า 2% โดยตัวเลขเงินเฟ้อเมื่อไม่รวมผลกระทบจากการขึ้นภาษีในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ขยายตัวเพียง 1% เท่านั้น
ฉะนั้นบอกได้คำเดียวว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงเต็มไปด้วยบรรยากาศของความไม่แน่นอนอย่างแท้จริง และมีอาการค่อนข้างน่าเป็นห่วงทีเดียว
ปัจจัยต่อมา คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศจีน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจีนสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ทว่าในปี 2014 นี้ พี่ใหญ่แดนมังกรเริ่มส่งสัญญาณให้เห็นถึงการเติบโตที่ชะลอตัวลงบ้างแล้ว โดยไตรมาส 3 ของปี จีนขยายตัวเพียง 7.3% เท่านั้น นับเป็นระดับที่โตต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีเลยทีเดียว
“ผมยังคงเห็นความเสี่ยงด้านลบในอนาคต และการเติบโตในไตรมาส 4 อาจจะต่ำกว่าไตรมาส 3 อีกด้วย”ชวงติง นักเศรษฐศาสตร์ของซิตี้แบงก์ ระบุ
จากตัวเลขดังกล่าวเห็นได้ว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่จีนนั้นจะพลาดเป้าการเติบโตเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1999 ซึ่งการชะลอตัวอย่างชัดเจนนี้ก็เห็นได้แล้วจากการออกมาตรการของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ที่ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี โดยลดระดับดอกเบี้ยเงินฝากรายปีลงอีก 0.25% เหลือเพียง 2.75% และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.4% ลงไปอยู่ที่ 5.6% เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้นั้นจีนหลีกเลี่ยงที่จะใช้วิธีการปรับลดดอกเบี้ย ทว่าเลือกที่จะใช้วิธีการอัดฉีดผ่านระบบธนาคารมากกว่า แต่ดูเหมือนว่าวิธีดังกล่าวจะยังไม่เพียงพอที่จะดึงเศรษฐกิจที่อ่อนแอให้ฟื้นตัวตามเป้า
“มาตรการผ่อนคลายแบบเฉพาะเจาะจงนั้นไม่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงเลือกใช้นโยบายผ่อนคลายโดยรวม” ซู่เกา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเอเวอร์ไบรท์ ซีเคียวริตี้ ในปักกิ่ง กล่าว ซึ่งซู่เคยทำงานให้กับธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) มาก่อน
นอกจากนี้แล้ว ปัญหาเงินฝืดเองก็เป็นอีกปัจจัยที่กำลังคุกคามเศรษฐกิจจีนอยู่ โดยเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และการจับจ่ายของผู้คนที่ลดน้อยลงด้วย โดยในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เงินเฟ้ออยู่ที่ 1.6% เท่านั้น ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี
ไม่เพียงเท่านั้น รอยเตอร์สยังรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำนโยบายด้วยว่า พีบีโอซีและรัฐบาลจีนนั้นพร้อมที่จะตัดลดอัตราดอกเบี้ยอีก และพร้อมที่จะลดสัดส่วนเงินทุนสำรองที่ธนาคารพาณิชย์ต้องกันเงินสำรอง (อาร์อาร์อาร์) ด้วย เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่ตกต่ำลง ที่อาจจะทำให้เกิดการผิดชำระหนี้ ธุรกิจต่างๆ เสียหาย และสร้างความเสียหายต่อตลาดแรงงาน
ฉะนั้นแล้ว ความพยายามและการเปลี่ยนท่าทีของทางการจีนที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจแดนมังกรนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สู้ดีนัก
สำหรับปัจจัยต่อมา ต้องข้ามฝั่งไปดูที่เศรษฐกิจใน 18 ประเทศยูโรโซนที่ในขณะนี้ยูโรโซนยังต้องเผชิญอยู่กับภาวะเงินเฟ้อต่ำ และสุ่มเสี่ยงจะเข้าสูภาวะเงินฝืดเต็มที โดยเงินเฟ้อในเดือน ต.ค. ขยายตัวเพียง 0.4% เท่านั้น ขณะที่อัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 11.5% ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ส่วนอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 3 นั้นเติบโตที่ 0.2% ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ ทว่านักวิเคราะห์ยังคงมองว่าเศรษฐกิจยูโรโซนยังไม่อยู่ในภาวะที่สดใสมากนัก
“โดยรวมภาพของเศรษฐกิจในไตรมาส 3 จะดีขึ้นกว่าที่กังวล ทว่า ดูเหมือนว่าจะมีเหตุผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่คาดหวังว่ายูโรโซนจะเติบโตในระยะสั้น ถ้าหากธนาคารกลางยุโรป และรัฐบาลไม่ได้ออกมาตรการใดๆ เพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ” นักวิเคราะห์ของไดวา แคปปิตอล มาร์เก็ต ระบุ
นอกจาก 3 ปัจจัยนี้แล้ว โลกเองก็ยังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อต่ำทั่วโลกอีกด้วย อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า เศรษฐกิจหลายภูมิภาคของโลกกำลังประสบกับปัญหาภาวะเงินเฟ้อต่ำ ทว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง “สหรัฐ” เอง ที่แม้ว่าในไตรมาส 3 ของปีนี้จะขยายตัวถึง 3.9% และน่าจะเป็นประเทศพี่ใหญ่ชูเศรษฐกิจโลกได้ ทว่าเมื่อมองไปที่ตัวเลขเงินเฟ้อก็ยังนับว่ามีอาการน่าเป็นห่วงทีเดียว โดยขยายตัวเพียง 1.7%
ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง สวนทางกับเศรษฐกิจในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินเหรียญของสหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ซึ่งก็จะยิ่งเป็นปัจจัยกดดันเงินเฟ้อของสหรัฐให้ตกต่ำลงไปอีก
ฉะนั้นแล้ว ปัญหาเรื่องเงินเฟ้อนั้นดูจะเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่โลกมองข้ามไม่ได้เลยทีเดียว
นอกจากนี้แล้ว ในขณะนี้โลกยังเผชิญกับราคาน้ำมันที่ตกต่ำ อันเนื่องมาจากความสามารถที่มากขึ้นของสหรัฐ ที่มีวิธีในการสกัดน้ำมันดิบออกมาจากแหล่งชั้นหินดินดาน(เชลออยล์) ซึ่งได้ส่งผลให้ซัพพลายน้ำมันนั้นล้นตลาด ขณะที่วิกฤตที่เกิดขึ้นในยูเครน และการเข้าบุกยึดพื้นที่ต่างๆ ของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ไม่ได้สร้างความกดดันให้กับราคาน้ำมันแต่อย่างใดอีกด้วย โดยการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในวันที่ 27 พ.ย.นี้ เป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นตัวกำหนดราคาน้ำมันในอนาคตเลยทีเดียว
ดังนั้นแล้ว เมื่อราคาน้ำมันมีราคาตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องในลักษณะนี้ โดยเวสต์เทกซัสจะมีราคาต่ำกว่า 75 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และเบรนต์จะมีราคาต่ำกว่า 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แม้จะมีด้านดีในการช่วยกระตุ้นการเติบโตของตัวเลขจีดีพี ทว่าการที่ราคาน้ำมันตกต่ำเช่นนี้ก็จะเป็นการกดดันอัตราเงินเฟ้อของประเทศต่างๆ ให้อยู่ในภาวะที่ย่ำแย่ลงไปอีก
สัญญาณข้างต้นจึงเป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่บอกว่า เศรษฐกิจโลกยังไม่หลุดจากความซบเซา และเป็นสถานการณ์ที่ควรเร่งแก้ไขและจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะหากปล่อยให้ปัญหานี้ลุกลาม การกู้คืนเศรษฐกิจในตอนนั้นอาจจะเกินเยียวยาแล้วก็เป็นได้







