
สนช.เปิดแถลงสำนวนถอดถอน“นิคม-สมศักดิ์” 8 ม.ค.นี้
มติสนช.96 ต่อ 82 เสียงไม่ให้ "นิคม" เพิ่มพยานหลักฐาน คดีถอดถอน นัดแถลงเปิดสำนวน 8 มค.58
มติสนช.96 ต่อ 82 เสียงไม่ให้ "นิคม" เพิ่มพยานหลักฐาน คดีถอดถอน นัดแถลงเปิดสำนวน 8 มค.58
วันที่ 27 พ.ย. การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้มีการพิจารณาวาระการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาสว.
ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่วาระการพิจารณา นายพรเพชร ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า นายนิคมได้มีหนังสือถึงประธานสนช. เพื่อขอคัดค้านการทำหน้าที่ของสนช. 16 คน ไม่ให้เข้าร่วมกระบวนการถอดถอนครั้งนี้ เนื่องจากเคยเป็นผู้เข้าชื่อร้องถอดถอนนายนิคมออกจากตำแหน่งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
นอกจากนี้ ยังมีส่วนร่วมในการพิจารณารัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาสว. ซึ่งเป็นมูลเหตุของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น จึงถือว่า มีฐานะเป็นคู่กรณี มีส่วนได้เสีย และมีผลประโยชน์ขัดกันต่อเรื่องที่จะพิจารณา ตกอยู่ในสภาพร้ายแรง อาจจะไม่เป็นกลาง ขัดกับหลักกฎหมายมหาชน และหลักนิติธรรม จึงขอให้สนช.16 คน งดการเข้าร่วมการพิจารณาถอดถอนในทุกขั้นตอน
จากนั้น เปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปรายแสดงความเห็นกรณีการคัดค้านเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งสมาชิก ส่วนใหญ่ได้อภิปรายไปในทิศทางเดียวกัน โดยสนับสนุนให้ทั้ง 16 คนทำหน้าที่ต่อไปได้ โดยให้เหตุผลว่าการที่ 16 สนช. ซึ่งเป็นอดีตสว.ที่เคยเข้าชื่อยื่นถอดถอนนายนิคมและนายสมศักดิ์ต่อป.ป.ช.นั้น เป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
อีกทั้งกฎหมายปัจจุบันกำหนดให้สนช.ต้องทำหน้าที่พิจารณาเรี่องการถอดถอน ไม่สามารถจะถอนตัวจากการพิจารณาได้ โดยเชื่อมั่นว่า สนช.ทุกคนจะทำหน้าที่เป็นกลาง ไม่มีอคติ และไม่ใช่คู่กรณี หรือมีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพราะยังไม่รู้ว่า ทั้ง 16 คน จะลงมติการถอดถอนไปในทิศทางใด
ขณะที่ นายตวง อันทะไชย สมาชิกสนช. ในฐานะ 1 ใน 16 ที่ถูกยื่นคัดค้านไม่ให้ทำหน้าที่ อภิปรายว่า การร้องขอของนายนิคมไม่สามารถทำได้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 6 และ 9 เพราะในมาตรา 6 ให้สนช.ทำหน้าที่สส.และสว. ส่วนมาตรา 9 ระบุให้สนช.ต้องเข้าร่วมประชุม หากไม่ร่วมประชุมแสดงตนในการลงมติ อาจมีผลทำให้สิ้นสมาชิกภาพสนช.
“สิ่งที่นายนิคมพูดเป็นการตีความกฎหมายเข้าข้างตัวเอง ทั้งที่สนช. 16 คน ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญปี 50 และกฎหมายป.ป.ช. ที่ให้อำนาจสว.ถอดถอนผู้กระทำผิดตามรัฐธรรมนูญได้ จึงไม่สามารถทำตามคำร้องขอนายนิคมได้ ยืนยันว่าผมไม่มีความเอนเอียงหรืออคติต่อฝ่ายใด บุคคลภายนอกไม่มีสิทธิมาสั่งได้ หากไม่เข้าร่วมการพิจารณาถอดถอนครั้งนี้ จะถูกร้องว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ให้สิ้นสุดสมาชิกภาพตามมาตรา 9”นายตวง กล่าว
อย่างไรก็ตาม หลังเปิดให้สมาชิกได้อภิปรายนาน 1 ชั่วโมง นายพรเพชรสรุปโดยใช้วินิจฉัยส่วนตัวให้สนช.ทั้ง 16 คน ทำหน้าที่ต่อไปได้ เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติใดทั้งตามรัฐธรรมนูญปี 50 และพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ห้ามการทำหน้าที่ถอดถอนของสนช. จึงให้คำร้องของนายนิคมตกไป โดยย้ำว่าหากสนช.คนใดจะขอสละสิทธิ์เข้าร่วมประชุมก็ทำได้ แต่ต้องทำหนังสือขอลาประชุมตามระเบียบข้อบังคับการประชุมสนช. เพราะการไม่เข้าไปประชุมและลงมติจะมีผลต่อสมาชิกภาพ
จากนั้นนายพรเพชรได้แจ้งมติวิปสนช.ให้ที่ประชุมทราบว่า จะมีการแถลงเปิดสำนวนของนายนิคมในวันที่ 8 ม.ค. 2558 โดยไม่มีสมาชิกสนช.คนใดคัดค้าน ดังนั้น ที่ประชุมมีมติกำหนดวันแถลงเปิดสำนวนของนายนิคมในวันที่ 8 ม.ค. 58 เวลา 10.00 น.
ต่อมาเข้าสู่วาระพิจารณาขอเพิ่มเติมหลักฐานของนายนิคม ซึ่งที่ประชุมได้เชิญนายนิคม และตัวแทนฝ่ายป.ป.ช. ประกอบด้วย นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช. และนายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ ผู้ช่วยเลขาธิการป.ป.ช. มาชี้แจงต่อที่ประชุม
ทั้งนี้ นายนิคมได้นำวีดีทัศน์การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาสว. เวลา 4 ชั่วโมง มาเป็นหลักฐานเพิ่มเติม พร้อมกล่าวว่าแผ่นซีดีหลักฐานดังกล่าวได้เคยยื่นต่อป.ป.ช. แต่ไม่ปรากฏว่าป.ป.ช.นำแผ่นซีดีดังกล่าวมาวินิจฉัยและลงมติ อาจจะด้วยความรีบร้อน หรือมีข้อกล่าวหายาวมาก ซึ่งส่วนตัวได้ไปชี้แจงต่อป.ป.ช. แต่ป.ป.ช. 8-9 คน มีแค่ประธานป.ป.ช.คนเดียวที่นั่งฟังตนตั้งแต่ต้นจนจบ
“แผ่นซีดีดังกล่าวเป็นการรวบรวมเหตุการณ์ที่ผมทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม และถูกกล่าวหากระทำความผิด 3 เรื่องคือ 1.การลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2.การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3.การกล่าวหาว่าผมรับญัตติให้ปิดอภิปราย เพื่อลงมติ ทั้งที่ความจริงไม่ได้ลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ลงชื่อแก้ไขมาตรา 190 และ 237 เท่านั้น ส่วนปิดการอภิปรายนั้น ก็ทำตามข้อบังคับการประชุม เพราะเมื่อมีสมาชิกเสนอให้ปิดการประชุม ก็ต้องทำตามกฎหมาย”นายนิคม กล่าว
ทั้งนี้ เชื่อว่า ป.ป.ช.คงไม่ได้ดูหลักฐานในซีดีบันทึกการประชุมทั้ง 120 ชั่วโมง ส่วนตัวจึงยื่นหลักฐานใหม่เพิ่มเติมต่อสนช. เป็นแผ่นซีดี 2 แผ่น ที่ย่อการประชุม 120 ชั่วโมง เหลือ 4 ชั่วโมง เพื่ออธิบายเหตุการณ์ทั้งหมด การดูซีดีจะดีกว่านั่งอ่านเอกสาร จะได้รับทราบบรรยากาศการประชุมทั้งหมด และทราบว่า สิ่งที่กล่าวหานั้นไม่ถูกต้อง จึงอยากเตือนสติสนช. 16 คน ที่วางตัวไม่เป็นกลาง ทั้งที่ส่วนตัวไม่ได้ร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อมีโอกาสจึงต้องร้องคัดค้าน และถ้ามีจิตสำนึกและความเป็นคน ต้องไม่ใส่ร้ายหรือก้าวร้าวคนที่ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม ซึ่งเป็นเรื่องน่าอาย ประวัติศาสตร์ต้องจารึก
ด้าน นายวิชา ชี้แจงว่า ยืนยันป.ป.ช.ไม่มีการปกปิด ซุกซ่อนหลักฐานอะไร ทุกอย่างปรากฏอยู่ในสำนวนป.ป.ช.ทั้งหมด การที่นายนิคมจะยื่นเพิ่มเติมหลักฐานสำคัญเป็นแผ่นซีดี 2 แผ่นนั้น วัตถุพยานดังกล่าวนั้น องค์คณะป.ป.ช.ได้รวบรวมไว้ในสำนวนไต่สวนเรียบร้อยหมดแล้ว ก่อนที่จะแจ้งข้อกล่าวหา โดยมีหลักฐานแผ่นซีดีทั้งหมดรวม 91 แผ่น ซึ่งวัตถุพยานที่นายนิคมอ้างถึงอยู่ในแผ่นซีดี 91 แผ่นที่ป.ป.ช.มีอยู่แล้ว เพียงแต่นายนิคมได้ตัดต่อให้มีเนื้อหาสั้นลง
“ทั้งหมดอยู่ใน 91 แผ่นแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ส่งให้ป.ป.ช.แล้ว เมื่อ 23 ธ.ค.56 กระบวรการไต่สวนของป.ป.ช.ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ตรวจดูพยานหลักฐานทั้งหมด แต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ใช้สิทธิในการตรวจพยานหลักฐาน และได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นลายลักษณ์อักษรครบถ้วน ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่า แผ่นซีดีดังกล่าวเป็นหลักฐานใหม่นั้น คงต้องการสรุปเพื่อตัดต่อเนื้อหาให้สั้นลง แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาอ้างว่า เป็นเรื่องที่ป.ป.ช.ไม่อนุญาตนำมาเป็นพยานหลักฐานในชั้นป.ป.ช. และยืนยันว่า ป.ป.ช.ให้โอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่”นายวิชา กล่าว
ขณะที่นายนิคม ชี้แจงตอบโต้ว่า จำเป็นต้องย่อยแผ่นซีดีให้สั้นลง เพราะเชื่อว่า เป็นหลักฐานที่จะเป็นประโยชน์ต่อที่ประชุมสนช. อีกทั้ง ข้อความที่ป.ป.ช.สรุปในสำนวนผิดไปจากข้อเท็จจริง มีกล่าวหาว่าส่วนตัวรับญัตติปิดประชุม ทั้งที่มีผู้ต้องการอภิปรายต่อ
จากนั้น นายนิคมและตัวแทนป.ป.ช.ออกจากห้องประชุม ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมว่า จะอนุญาตให้นายนิคมเพิ่มเติมหลักฐานเป็นซีดี 2 แผ่น ได้หรือไม่ ซึ่งที่ประชุมมีมติไม่ให้รับหลักฐานดังกล่าว ด้วยคะแนน 96 ต่อ 82 งดออกเสียง 14 เสียง โดยนายพรเพชรแจ้งให้สมาชิกสนช.ที่ต้องการมีประเด็นซักถามคู่กรณีให้ยื่นเสนอญัตติซักถามได้ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย.-7 ม.ค.2558
อย่างไรก็ดี เมื่อจบการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ที่ประชุมได้พิจารณาสำนวนถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาสว.โดยมิชอบ ซึ่งนายสมศักดิ์ไม่ได้เดินทางมาชี้แจงต่อที่ประชุมสนช. ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นชอบให้กำหนดวันแถลงเปิดสำนวนของนายนิคมและนายสมศักดิ์ ในวันที่ 8 ม.ค. 2558 เวลา 10.00 น.
ทั้งนี้ นายพรเพชร ยังแจ้งต่อที่ประชุมให้รับทราบว่า นายสมศักดิ์ไม่ประสงค์ขอเพิ่มพยานหลักฐาน แต่ขอส่งภาพรวมการแก้รัฐธรรมนูญปี 50 เรื่องที่มาสว.ให้พิจารณา รวมทั้งคำให้การต่อป.ป.ช.ด้วย และหากสมาชิกคนใดมีข้อซักถามผู้ถูกกล่าวหา ให้ยื่นญัตติซักถามได้ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย. – 7 ม.ค. 2558







