posttoday
ปรับโครงสร้างภาษีล่ม เศรษฐกิจร่วง

ปรับโครงสร้างภาษีล่ม เศรษฐกิจร่วง

24 พฤศจิกายน 2557

การเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีถือเป็นภารกิจสำคัญของของรัฐบาล เพราะเป็นส่วนสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างยั่งยืนมีเสถียรภาพ

การเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีถือเป็นภารกิจสำคัญของของรัฐบาล เพราะเป็นส่วนสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างยั่งยืนมีเสถียรภาพ

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยต้องแก้จุดอ่อนของโครงสร้างเศรษฐกิจให้ได้เสียก่อน ซึ่งโครงสร้างภาษีถือเป็น 1 ใน 4 ของจุดอ่อนในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ที่เหลือเป็นจุดอ่อนด้านโครงสร้างพลังงานมีการอุดหนุนจากภาครัฐทำให้กลไกตลาดบิดเบือน จุดอ่อนต้นทุนขนส่งสูงและจุดอ่อนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยเฉพาะด้านการศึกษาไม่มีคุณภาพ

สำหรับจุดอ่อนโครงสร้างภาษี มีการเก็บรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย สัดส่วนการเก็บรายได้อยู่ที่ 17-18% ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว 20-30% ถือว่าการเก็บรายได้ของประเทศอยู่ระดับต่ำ ทำให้งบลงทุนน้อยลงจากเคยสูงถึง 30% เหลือ 17%

นอกจากนี้ ระบบภาษีของไทยที่ผ่านมายังไม่สร้างความเป็นธรรมให้กับผู้เสียภาษีกลุ่มต่างๆ ดังนั้น การปรับโครงสร้างภาษีของไทย ต้องเน้นทางด้านรายได้และสร้างความเป็นธรรมให้สังคมไปพร้อมกันเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแค่รัฐบาลเริ่มต้นเดินหน้าโรดแมปการปรับโครงสร้างภาษี ก็เริ่มเห็นแววความไม่สดใส และมีความเสี่ยงที่จะถูกคว่ำกลางคันได้ทุกเมื่อ

เห็นได้ชัดจากการเสนอร่าง พ.ร.บ.ภาษีผู้รับมรดก ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลดำเนินการต่อเนื่องมาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ต้องเจอโรคเลื่อนมาก่อนหน้า เพราะรัฐมนตรีหลายคนไม่เห็นด้วย

สาเหตุหนึ่งที่ ครม.ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.ภาษีผู้รับมรดก ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการรักษาหน้ารัฐบาล แม้ว่าจะมีความพยายามไปตีตกในชั้นการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็ตาม

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องอัตราการเก็บภาษีที่ผู้เสนอคือ กระทรวงการคลัง ต้องการเก็บภาษีอัตรา 10% แต่รัฐมนตรีคนอื่นต้องการให้เก็บในอัตรา 5% เท่านั้น ยังกลายเป็นรอยร้าวของคณะรัฐมนตรี ทำให้การทำงานบริหารเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตต่อไปไม่ราบรื่น

ส่งผลให้การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ภาษีผู้รับมรดกอยู่ในภาวะล่อแหลมว่าจะรอดหรือล่มกลางคัน ซึ่งหากดันไม่สำเร็จ  การแก้ปัญหาความเหลื่อมของคนรวยและคนจนในประเทศไทยก็เป็นปัญหาที่ไม่มีทางแก้

หลังจากนี้กระทรวงการคลังมีคิวเสนอร่าง พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งกฎหมายส่วนนี้จะกระทบกับคนรวยมากกว่าภาษีผู้รับมรดก ดังนั้นการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต้องยากกว่าอีกหลายเท่า

ก่อนหน้านี้คลังคาดว่าจะเสนอร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ ครม.พิจารณาก่อนสิ้นปี แต่ก็ถูกโรคเลื่อนไปเป็นต้นปีหน้า เพราะการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเหมือนเป็นการสร้างความทุกข์ให้คนที่ถูกเก็บ ทำลายบรรยากาศคืนความสุขของรัฐบาล โดยเฉพาะช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ รัฐบาลสั่งเดินหน้าแจกของขวัญสร้างความสุขให้กับประชาชนทั่วไทย

ขณะที่เมื่อส่องเข้าไปในร่าง พ.ร.บ.ที่ดิน ก็มีประเด็นน่าจับตา คือ การเพิ่มอัตราภาษีเก็บจากส่วนต่างเพิ่มขึ้นจากร่างกฎหมายเดิมที่ทำสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่ให้เก็บภาษีที่ดินเป็น 3 อัตรา ประกอบ อัตราภาษีทั่วไปไม่เกิน 0.5% ที่อยู่อาศัยโดยไม่ประกอบเชิงพาณิชย์ไม่เกิน 0.1% และที่เกษตรกรรมไม่เกินร้อยละ 0.05% สำหรับที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่า ใน 3 ปีแรก ให้เสียภาษีไม่ต่ำกว่าอัตราภาษีทั่วไปแต่ไม่เกิน 0.5% และหากยังมิได้ทำประโยชน์อีกให้เสียเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าในทุก 3 ปี แต่ไม่เกิน 2% ของฐานภาษี

สำหรับอัตราภาษีที่ดินของรัฐบาลนี้ ประกอบด้วย พื้นที่สำหรับเพาะปลูกทำการเกษตรไม่เกิน 0.5% พื้นที่สำหรับอยู่อาศัยไม่เกิน 1% พื้นที่สำหรับเพื่อการพาณิชย์ไม่เกิน 4% และพื้นที่รกร้างว่างเปล่าไม่เกิน 4% ซึ่งการเก็บจริงจะต่ำกว่าเพดานที่กำหนด แต่ในส่วนของที่ดินรกร้างว่างเปล่าจะมีกำหนดเวลา 3 ปี หากไม่ใช้ประโยชน์ก็จะมีการเพิ่มอัตราให้มากขึ้น

สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ระบุว่า ปัจจุบันการเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ ได้ปีละ 5-6 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อนำภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาเก็บแทนจะทำให้เก็บภาษีได้มากขึ้น 5-6 เท่า หรือไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนล้านบาท/ปี ในระยะเริ่มต้น แสดงให้เห็นว่าทุกคนต้องเสียภาษีมากขึ้น โดยเฉพาะคนรวยที่ดินและทิ้งไว้รกร้างว่างเปล่าจากเดิมที่ไม่ต้องเสียเลย แต่เมื่อกฎหมายนี้ออกมาต้องควักเงินก้อนโตมาจ่ายภาษี ทำให้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเริ่มเจอทางตันตั้งแต่ยังไม่เสนอ ครม.

การปรับโครงสร้างภาษีที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง คือ การปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ในปลายปีงบประมาณ 2558 ที่ลดอัตราจัดเก็บจาก 10% เป็น 7% ซึ่งกระทรวงการคลังหรือแม้แต่ธนาคารโลกเสนอให้รัฐบาลปรับเพิ่มแวตเป็น 10% มาหลายปีหลายรัฐบาล เพราะปัจจุบันรายได้ของประเทศไม่พอกับรายจ่าย การเก็บแวตเพิ่ม 1% จะทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น 5-7 หมื่นบาท/ปี

แม้ว่ายังเหลือเวลาอีกหลายเดือนที่จะให้ตัดสินใจเรื่องนี้ แต่ก็มีการวิ่งเต้นให้คงแวตไว้เท่าเดิมออกไปอีกระยะหนึ่ง หรือหากมีการปรับก็ให้ทยอยปรับขึ้นทีละ 1% เท่านั้น โดยพยายามยกตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นที่มีการปรับเพิ่มแวตจาก 5% เป็น 8% จนทำให้เศรษฐกิจดิ่งลงขยายตัวติดลบในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา

การปรับโครงสร้างภาษีที่ส่อเค้าวุ่น ถูกเตะถ่วง ถูกจ้องจะล้ม นอกจากเป็นปัญหาความแตกแยกในการทำงานของรัฐบาลแล้ว ยังสร้างความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจไทย ที่ไม่สามารถแก้จุดอ่อนในโครงสร้างเศรษฐกิจได้ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ เมื่อเจอปัจจัยลบไม่ว่าจากในหรือนอกประเทศเข้ามากระทบ ก็จะมีปัญหาดิ่งลงเหวทุกครั้งไป

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก