
เงินบาทอ่อน ก็ส่งไม่ออก
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
การส่งออกของไทยในปีนี้มีความเป็นไปได้ว่าจะขยายตัว 0% หมายถึงไม่ขยายตัวในเชิงมูลค่า อันเป็นผลมาจากปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ
เมื่อการส่งออกต่ำจนเกินคาดหมาย นักธุรกิจก็หันกลับมาใช้สูตรสำเร็จเพื่อกระตุ้นการส่งออก คือ อยากให้รัฐบาลทำค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลง เพื่อที่จะแข่งขันกับประเทศคู่ค้าในตลาดโลกได้ โดยใช้สัดส่วนการส่งออกที่คิดเป็นน้ำหนักในมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ถึง 70% มาเป็นเหตุผลในการขอให้รัฐช่วยเหลือ หากการส่งออกดีก็จะดันให้เศรษฐกิจไทยก็จะขยายตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ดี มุมมองของนักธุรกิจที่คิดว่า หากค่าเงินบาทอ่อนค่ามากกว่าคู่แข่ง จะทำให้ลูกค้าต่างชาติส่งออร์เดอร์มาซื้อสินค้าจากไทยมากขึ้น ทว่าแนวคิดนี้อาจจะใช้ไม่ได้ผลกับสถานการณ์การส่งออกของไทยในขณะนี้เพราะไม่สามารถวัดผลได้ชัดเจนว่า เงินบาทจะอ่อนค่าไปมากสักแค่ไหน จะดันให้การส่งออกไทยขยายตัวเพิ่มเป็นเลข 2 หลัก หรือสูงเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต
ที่ไม่มีความชัดเจนว่า หากกดเงินบาทให้อ่อนค่าลง เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านราคา การส่งออกจะดีขึ้นทันตาเห็น ในมุมมองของ อมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ส่งออกไทยมีปัญหาในเชิงโครงสร้าง ฉะนั้นไม่ว่าจะอ่อนด้วยเหตุผลใดก็ตาม คงไม่สามารถช่วยผู้ประกอบการในภาคส่งออกได้มากนัก หากช่วยได้ก็คงช่วยได้เพียงระยะสั้น
หากพิจารณาจากไส้ในของการส่งออก จะพบว่าสินค้าที่มียอดส่งออกลดลงมาก ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และไอที สินค้าที่ผลิตได้จากไทยเริ่มไม่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก ที่เริ่มเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างการผลิตไอแพด ไอโฟน หรืออื่นๆ ที่ตลาดต้องการ ผู้ผลิตในไทยก็ทำยังไม่ได้ ทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่ๆ ของโลกหันไปตั้งฐานการผลิตที่อื่น เช่น มาเลเซีย เป็นต้น เนื่องจากการผลิตสินค้าลักษณะนี้ต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากกว่าที่ไทยจะหันมาปรับตัวผลิตได้ทันในเวลาอันรวดเร็ว
สินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และไอที มีสัดส่วนถึง 20% ของการส่งออก สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมมีผลต่อการส่งออกในภาพรวม
นอกจากนี้ ยังมีนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติ ย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อไปหาแหล่งการผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่า เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ ย้ายไปอินโดนีเซีย เป็นต้น และบางส่วนก็ย้ายไปเพราะหวังสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ของกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป ที่จะตัดจีเอสพีที่เคยให้กับไทยในปีหน้า เพราะถือเป็นประเทศที่ร่ำรวยแล้ว
เมื่อไปผสมกับภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะข้าวซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ ก็ทำให้การส่งออกของไทยประสบกับภาวะลำบากมากขึ้น
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า โจทย์ของการส่งออกน่าจะอยู่ที่ความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่เงินบาทอ่อนค่า เพราะไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบมีการบริหารจัดการ ประเทศเพื่อนบ้านสามารถทำให้เงินสกุลของตัวเองอ่อนค่าได้หมด
“ที่สำคัญ หากใช้บาทอ่อนหนุนส่งออกอาจจะก่อปัญหาสงครามค่าเงินกลายเป็นปัญหาใหม่ในภูมิภาค ซึ่งจะลดความน่าเชื่อถือในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติและเวทีในภูมิภาคและโลกที่มองมาที่ไทยได้ไม่คุ้มกัน” เชาว์ กล่าว
อย่างไรก็ดี การจะใช้นโยบายค่าเงินอ่อนเพื่อกระตุ้นการส่งออก ก็ต้องเปรียบเทียบกับสกุลเงินของประเทศเพื่อนบ้าน
อมรเทพ ระบุว่า เงินบาทไม่ได้อ่อนค่ากว่าเพื่อน ทำให้น่าห่วงว่าส่งออกอาจจะไม่ได้ดีมากนัก เพราะมาเลเซียและญี่ปุ่นมีค่าเงินอ่อนกว่าไทย ยกเว้นอินโดนีเซียที่ค่าเงินยังไม่อ่อน เพราะปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้ว
แต่อมรเทพก็ยังยืนยันว่า การใช้วิธีทำให้เงินบาทอ่อนก็ไม่ได้ช่วยส่งออกให้ดีขึ้นมากนัก เพราะโจทย์ของส่งออกไทยไม่ได้อยู่ที่ค่าเงิน ยกเว้นว่าส่งออกเป็นทางรอดเดียวของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งทุกคนแข่งกันลดค่าเงินเพื่อหนุนส่งออก ซึ่งนั้นอาจจะก่อปัญหาใหม่ คือ สงครามค่าเงินก็เป็นได้ เพราะไม่ใช่ไทยประเทศเดียวที่จะลดค่าเงินได้
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบสกุลเงินในภูมิภาคจากต้นปีนี้ถึงปัจจุบัน จะพบว่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนค่าลง 3.1% ริงกิตมาเลเซียอ่อนค่าลง 2.4% เงินเปโซของฟิลิปปินส์อ่อนค่าลง 1.6% เงินบาทไทยอ่อนค่าลง 0.4% และเงินรูเปียห์อินโดนีเซียอ่อนค่าลง 0.1% ซึ่งขณะนี้เงินบาทไทยก็อ่อนค่าลงมาระดับหนึ่งอยู่ที่ระดับ 32.80 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งในช่วงปลายปีนี้น่าเคลื่อนไหวที่ระดับ 32.50-33 บาท/เหรียญสหรัฐ และปีหน้าอยู่ที่ระดับ 34 บาท/เหรียญสหรัฐ
เชาว์ ระบุว่า หากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน มุ่งใช้ค่าเงินสร้างความสามารถในการแข่งขันส่งออก อาจทำให้ถูกมองว่าเสียวินัยการเงิน และขาดความรับผิดชอบต่อเวทีเศรษฐกิจในภูมิภาคได้
ตามหลักการ ธปท.มีหน้าที่เพียงดูแลค่าเงินให้มีเสถียรภาพ ไม่ผันผวนแกว่งตัวมากจนเกินไป เช่น จาก 31 บาท/เหรียญสหรัฐ ปรับพรวดเดียวเป็น 34-36 บาท/เหรียญสหรัฐ เพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถกำหนดราคาขายสินค้าได้ ก็ถือว่าดีแล้ว
ที่สำคัญ ในยามที่เศรษฐกิจยังไม่มีความแน่นอน และผจญกับปัจจัยเสี่ยงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ธปท.ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่มาใช้ทำให้เงินบาทอ่อนค่าเพื่อช่วยผู้ส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้ทุนสำรองให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจประเทศโดยรวม
การดูแลค่าเงินบาท ธปท.ต้องจัดสรรให้เหมาะสมในการดูแลทุกฝ่ายอย่างสมดุลมากที่สุด เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง ดังนั้นการจะให้ ธปท.ใช้นโยบายค่าเงินอ่อนอุ้มผู้ส่งออกจึงเป็นไปได้ยาก
อย่าลืมว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน และยิ่งช่วงนี้ที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งต้องมีการนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์ ฯลฯ โอกาสที่จะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดก็ง่ายขึ้น หากมีทุนสำรองต่ำประเทศก็ไม่แข็งแรงเพียงพอจะรับมือความผันผวนของโลก
นอกจากนี้ หากยังไม่มีการปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อการส่งออกให้ผลิตสินค้าได้ตามความต้องการของตลาดโลก การขยับขึ้นมาผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูงมากกว่าใช้แรงงาน ประเทศไทยก็จะประสบกับปัญหาการส่งออกต่ำต่อไปอีกนานหลายปี







