
ฟื้นฟูความเชื่อมั่นท่องเที่ยวผ่านมุมมองกทม.
....รศ.ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัฒน์
ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี ที่ประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง เกิดการประท้วงเพื่อขับไล่รัฐบาลในหลายจังหวัด ผู้ชุมนุมมีการปิดถนน ยึดทำเนียบรัฐบาล ตลอดจนการปิดสนามบินนานาชาติหลายแห่งทั่วประเทศ ทั้งยังได้ผ่านเหตุการณ์รัฐประหาร การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เป็นเหตุให้ผู้คนจำนวนมากในสังคมเริ่มมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง ขัดแย้ง มีการแสดงออกที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้นในทุกขณะ จนสถานการณ์รุนแรงถึงขีดสุด ในวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบกับประชาชนชาวไทยทุกคน
อย่างน้อยที่สุดคือความรู้สึกหดหู่ เศร้าใจ สะเทือนใจกับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งหลายคนอาจไม่เชื่อสายตาเลยว่าในชั่วชีวิตหนึ่งจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในประเทศที่เรารู้จักกันในนามว่า
“สยามเมืองยิ้ม” เช่นเดียวกับคนไทยทั้งประเทศ ผมรู้สึกไม่แตกต่างไปจากคนไทยทุกคนการผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความบอบช้ำ (Traumatic Event) ซึ่งในขณะนี้ดูเหมือนว่าเราผ่านมาแล้ว หรืออย่างน้อยที่สุดก็ผ่านวิกฤตช่วงแรกมาแล้วและกำลังอยู่ในขั้นมีปฏิกิริยาตอบสนองกับความบอบช้ำเหล่านั้น (Reactive Stage) ซึ่งในขั้นนี้ ผู้ประสบวิกฤตต้องดิ้นรนเพื่อให้อยู่รอด ดังนั้นหน้าที่ของรัฐคือการเยียวยา ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพื่อทำให้ผู้ประสบวิกฤตมีที่พึ่ง ให้ประชาชนมีความเข้าใจและมีกำลังใจในการต่อสู้ เป็นการเยียวยาทางใจในเบื้องต้น ก่อนที่จะผ่านเข้าสู่ขั้นที่ต้องการแสวงหาความมั่นใจ (Receptive Stage) ความมั่นคงในชีวิตใหม่อีกครั้งโดยการเริ่มที่จะทำใจยอมรับ ได้เริ่มมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ และพร้อมที่จะก้าวผ่านสถานการณ์ที่เลวร้ายเหล่านี้ไป
จึงเป็นความจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องเข้ามามีบทบาทในการสร้างทัศนคติที่ดี ให้ความหวังที่ชัดเจน ชี้เป้าหมาย และต้องมีการวิเคราะห์สถานการณ์จากการลงพื้นที่ว่าควรจะใช้กลยุทธ์ใดในการฟื้นฟูจึงจะตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้ประสบวิกฤต ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความร่วมมือและการยอมรับในกระบวนการช่วยเหลือ และพร้อมที่จะลุกขึ้นมาสู้ใหม่ สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นหลักการสากลที่ยอมรับกันภายใต้ชื่อ รูปแบบการฟื้นฟูหลังวิกฤต (Crisis Recovery Model [1]) ซึ่งดูจะเป็นหลักการที่น่าจะถูกเสมอ แต่ทำอย่างไรจึงจะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
วิกฤตการณ์ความรุนแรงดังกล่าวข้างต้นนับเป็นโอกาสของประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่ผู้บริหารและภาคส่วนต่างๆ จะได้หันกลับมาพิจารณาหาจุดเด่นของตนอย่างจริงจัง ก่อนลงมือฟื้นฟู ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างมีทิศทาง แนวทางหนึ่งในการฟื้นฟูประเทศไทย คือ การเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนสู่ประเทศไทย โดยความเชื่อมั่นนี้ไม่ได้หมายถึงความเชื่อมั่นที่นักลงทุนต่างชาติมีต่อประเทศไทยเท่านั้น แต่ให้เน้นสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการในประเทศเป็นหลักก่อน โดยรัฐต้องมีมาตรการที่หลากหลายเพื่อช่วยฟื้นฟู
ระยะสั้นเน้นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของการท่องเที่ยว
จุดขายหลักประการหนึ่งของกรุงเทพมหานครในสายตาของนักท่องเที่ยว คือ การเป็น Shopping Destination ที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อสินค้าที่หลากหลายได้ตามความต้องการในราคาที่เหมาะสม ทำให้ในแต่ละปีร้านค้าปลีกส่ง ห้างสรรพสินค้า หรือธุรกิจค้าขายในเขตกรุงเทพมหานครสามารถสร้างรายได้จำนวนมหาศาล ซึ่งแม้ว่าเหตุการณ์จลาจลที่ผ่านมาจะทำให้แหล่งจับจ่ายส่วนหนึ่งถูกทำลายไป แต่เชื่อว่ากรุงเทพฯ ยังคงเป็นจุดหมายหลักสำหรับการเลือกซื้อสินค้าของนักท่องเที่ยวทั่วไป
ดังนั้น เพื่อส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก จำเป็นต้องใช้ข้อได้เปรียบโดยการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางการท่องเที่ยวจาก Shopping Destination ให้เป็นการท่องเที่ยวชุมชนและท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อให้ชุมชนที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ใกล้หรือได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้โดยตรงได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของตน เช่น การรวมกลุ่มทำแผนที่การท่องเที่ยวชุมชน พัฒนากระบวนการในการจัดการชุมชน พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่กำหนดในแผนที่ สร้างเรื่องราวต่อเนื่องเชื่อมโยงระหว่างแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ โดยอาจมีภาครัฐเป็นแกนกลางในการประสาน รวมทั้งผลักดันการสร้างอัตลักษณ์ของชุมชน เพื่อให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างความต่อเนื่องในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือสินค้า/บริการในชุมชน ซึ่งถือได้ว่ากรุงเทพฯ เป็น
“ภูมิปัญญาเชิงวัฒนธรรม” ที่แตกต่างจากหลายพื้นที่ในประเทศไทย เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นชุมชนที่เกิดจากการรวมตัวของคนในชุมชนที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรมในภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้การพัฒนาสินค้าหรือบริการนั้นควรเน้นที่การสร้างมูลค่าเพิ่มมากกว่าการเน้นการลดต้นทุนการผลิต สิ่งเหล่านี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการลดช่องว่างในสังคมระยะยาวเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการตามคลัสเตอร์เป้าหมาย
ภาครัฐควรใช้โอกาสนี้ในการปรับนโยบาย ยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ และกระบวนการในการแข่งขันทั้งทางด้านสินค้าและบริการเพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนปี 2558 โดยการกำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นคลัสเตอร์ที่ต้องการส่งเสริมในแต่ละพื้นที่ตามความเหมาะสมและข้อจำกัด เช่น เขตกรุงเทพฯ ด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่ใช้สอย และปัญหาสิ่งแวดล้อม
ดังนั้น จึงไม่ควรส่งเสริมให้กลุ่มอุตสาห กรรมหนัก อาจเน้นไปที่กลุ่ม Creative Industry โดยมีภาครัฐเป็นแกนกลางและดึงเอกชนรายใหญ่เข้ามาช่วยสนับสนุน มีเป้าหมายหลักในการพัฒนาผู้สนใจและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมและสร้างบุคลากรในอุตสาหกรรม รวมถึงการทำการตลาดให้สินค้า/บริการที่มีศักยภาพทั้งในและนอกประเทศ ทั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยในกลุ่มอาเซียนได้เมื่อภูมิภาคอาเซียนเข้าสู่การรวมกันเป็นประชาคมอย่างสมบูรณ์
ผมเชื่อว่าประเทศไทยมีจุดแข็งหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านบริการที่สามารถนำมาใช้เป็นจุดขายหลักได้ โดยอาจเสริมเรื่องแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อใช้เป็นกลไกและกระบวนการในการยกระดับ และเพิ่มคุณค่าให้กับอุตสาหกรรมบริการของไทย การพัฒนาในแนวทางนี้เป็นการพัฒนาโดยมิได้คำนึงการสร้างกำไรทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างสมดุลทางสังคมเพื่อให้สังคมและเศรษฐกิจเติบโตเคียงคู่กัน
ถึงเวลาแล้วละครับที่เราจะพลิกวิกฤตกลับมาเป็นโอกาส มาร่วมกันสร้างกรุงเทพมหานครด้วยกันนะครับ







