
ภท.-ชทพ.ประสานเสียงหนุนแก้ปมยุบพรรคง่ายเกินไป
ภท.-ชทพ. แนะร่างรธน.แก้ประเด็นยุบพรรคง่ายเกินไป จำกัดอำนาจ สว.สรรหาห้ามถอดถอน แก้อำนาจที่มาองค์กรอิสระ
ภท.-ชทพ. แนะร่างรธน.แก้ประเด็นยุบพรรคง่ายเกินไป จำกัดอำนาจ สว.สรรหาห้ามถอดถอน แก้อำนาจที่มาองค์กรอิสระ
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังการประชุม ว่า ที่ประชุมได้เชิญตัวแทนจากพรรคการเมือง 2 พรรคมาหารือคือพรรคภูมิใจไทย มีตัวแทน5 คน คือนายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรค นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองหัวหน้าพรรค นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรค และนายสิรภพ ดวงสอดศรี ผอ.พรรค ซึ่งกมธ.ยกร่างฯให้แต่ละพรรคพูดพรรคละ 50 นาที
ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยมีข้อเสนอ อยากเห็นรัฐธรรมนูญใหม่ไม่มีการกำหนดวาระ ส.ส. เพราะส.ส.ใหม่ 1-2 สมัย อยู่ในช่วงการเรียนรู้ อยากเห็นส.ส.มีคุณธรรม มีจริยธรรม ต้องทำระบบให้มีธรรมาภิบาล และอีกปัญหาที่ทำให้การเมืองไทยอ่อนแอคือระบบราชการ จะต้องมีการปฎิรูปให้เข้มแข้ง มีภูมิคุ้มกันมีธรรมาภิบาล เพิ่มประสิทธิภาพ ป้องกันปัญหาการทุจริตใช้อำนาจมิชอบ
นอกจากนี้ในเรื่องขององค์กรอิสระ ต้องนำบทเรียนจากรัฐธรรมนูญปี 40 และปี50 มาดูว่ามีข้อด้อย ข้อเด่นอย่างไร ซึ่งพบว่าที่ผ่านมามีปัญหาในเรื่ององค์กรอิสระ ทั้งเรื่องที่มาและอำนาจหน้าที่ ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับและมีปัญหาในเรื่องความน่าเชื่อถือ ดังนั้นในเรื่องการสรรหาผู้มาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระจะต้องสรรหาด้วยขั้นตอนที่ยาก แต่ต้องถูกถอดถอนให้ง่าย
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวต่อว่า ในเรื่องของการยุบพรรค พรรคภูมิใจไทยมองว่าไม่ควรทำให้ง่ายเกินไป เพราะพรรคการเมืองถือเป็นสถาบันที่พัฒนาเสริมสร้างความเข้มแข็งในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่รัฐธรรมนูญปี50 ทำให้ยุบพรรคง่ายเกินไป ทั้งในมาตารา 237 และ มาตรา 68 ซึ่งจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี50ใช้มาไม่กี่ปี พบว่ามีการยุบพรรคการเมืองไปแล้วหลายครั้ง
นอกจากนี้พรรคภูมิใจไทยยังไม่เห็นด้วยกับกรณีที่กรรมการบริหารพรรค 1 คน ทำผิดแต่ต้องไปยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆด้วย เพราะตรงนี้แม้จะมีการยุบพรรค แต่ก็มีการตั้งพรรคใหม่ และเมื่อมีการตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค ก็มีการส่งนอมินีเข้ามาแทน
ส่วนประเด็นที่มาของส.ว. ที่มีทั้งการสรรหาและเลือกตั้ง ซึ่งในส่วนของ ส.ว.สรรหาควรจะจำกัดขอบเขตและ อำนาจหน้าที่ โดยไม่ควรให้มีอำนาจในการถอดถอนผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ในส่วนของการใช้นโยบายประชานิยม นั้น การกำหนดนโยบายที่เป้นการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้ยกตัวอย่างกรณีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งมีเจตนาลดความเหลื่อมล้ำให้กับประชาชนที่ด้อยโอกาส
สำหรับเรื่องการทำประชามติรัฐธรรมนูญนั้น พรรคภูมิใจไทย เห็นว่ายังเร็วเกิดไปที่จะระบุว่าเหมาะสมหรือไม่ในการทำประชามติ แต่ควรจะรอดูขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญในอีก 5-6 เดือนข้างหน้าว่า เสียงส่วนใหญ่เห็นอย่างไร ถ้าสนับสนุนก็ไม่จำเป็นต้องทำประชามติ
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับตัวแทนของพรรคชาติไทยพัฒนา ได้แก่ นายธีระ วงศ์สมุทร หัวหน้าพรรค นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล กรรมการที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค นายนิกร จำนง สมาชิกพรรค โดยพรรคชาติไทยพัฒนา เสนอความเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในทุกมิติ ต้องมีการถ่วงดุลย์ระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ อย่างสมดุลย์ เพราะปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากความไม่สมดุลย์
ส่วนเรื่องระบบเขตเลือกตั้ง ที่ผ่านมามีการทดลองในหลายระบบไม่ว่าจะเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว หรือระบบเขตใหญ่3คน ซึ่งต่างก็มีข้อดี ข้อเสีย และขึ้นกับสภาพแวดล้อมในแต่ละกาลเวลา ตรงนี้ขึ้นกับ กมธ.ยกร่างฯจะไปศึกษา พิจารณา แต่พรรคชาติไทยพัฒนา ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่จะใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แม้จะป้องกันการซื้อเสียงได้ แต่ก็จะมีปัญหาในเรื่องการยึดโยงกับประชาชนในพื้นที่ ส่วนที่มาของส.ว.เห็นว่าในกหารสรรหาควรให้คณะกรรมการสรรหามีมากกว่า 7 คนและไม่ควรให้อำนาจส.ว.สรรหาในการถอดถอนผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนที่มาของส.ว.เลือกตั้งควรคำนึงถึงสัดส่วนประชาชน เหมือนการเลือกตั้งส.ส.
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวต่อว่า พรรคยังเห็นว่า มาตรา 190 เรื่องการลงนามในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ มีข้อจำกัดที่จะต้องนำเข้ามาให้ที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบก่อน ตรงนี้เป็นผลลบต่อด้านการบริหารประเทศในบางเรื่อง ส่วนการทำประชามติรัฐธรรมนูญนั้นพรรคชาติไทยพัฒนาเห็นว่าเป็นเรื่องปลายน้ำ แต่ควรจะทำประชาพิจารณ์อย่างกว้างขวางให้คนยอมรับเสียก่อน แล้วค่อยทำประชามติในภายหลัง
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ระบุว่าจะนำข้อสังเกตุของแต่ละพรรคการเมืองมาทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด นอกจากนี้ยังประสานไปยังคณะอนุกรรมาธิการด้านสารัตถะ เพื่อให้พรรคการเมืองประสานให้ข้อมูล ข้อเสนอแนะในระหว่างการพิจารณา ให้เกิดการสื่อสาร 2 ทาง ซึ่งตัวแทนจาก 2พรรคการเมืองได้ตั้งข้อสังเกตุว่า การให้ข้อมูลต่อกมธ.ยกร่างฯในครั้งนี้เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่มติพรรค เนื่องจากไม่สามารถประชุมพรรคการเมืองได้ แต่บุคคลที่มาก็ถือเป็นแกนนำคนสำคัญของพรรค และในวันที่ 19 พ.ย.นี้เวลา 10.00น. จะเป็นคิวของพรรคชาติพัฒนาและพรรคพลังชล







