
ชทพ. ถกกมธ.ยกร่างฯ ชงสร้างการมีส่วนร่วม
พรรคชาติไทยพัฒนาหารือร่วมกมธ.ยกร่างรธน. เสนอทำประชาวิจารณ์สร้างการมีส่วนร่วม ปัดเสนอแนวทางการเลือกตั้ง
พรรคชาติไทยพัฒนาหารือร่วมกมธ.ยกร่างรธน. เสนอทำประชาวิจารณ์สร้างการมีส่วนร่วม ปัดเสนอแนวทางการเลือกตั้ง
เวลา 10.45 น. วันที่ 18 พ.ย. ที่รัฐสภา นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเข้าพบกรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่า พรรคต้องการเสนอแนวทางร่างรัฐธรรมนูญที่จะคลี่คลายปัญหาในภาพรวม สิ่งที่สำคัญคือการสร้างประชาธิปไตย ยึดภาคประชาชนเป็นหลัก โดยประชาชนจะต้องมีความรู้สึกเป็นเจ้าของในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะคนไทยหวังว่ารัฐธรรมนูญจะนำประเทศไปสู่การปฏิรูปการเมืองและประเทศไทย ซึ่งเห็นร่วมกันว่าหากไม่ปฏิรูปประเทศจะล้าหลัง ทั้งนี้กระบวนการมีส่วนร่วมเป็นสิ่งสำคัญที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประสบความสำเร็จ พิจารณาจากความล้มเหลวในรัฐธรรมนูญ ปี 50 ที่ตัดประชาชนออกจากกระบวน สุดท้ายกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่เพิ่มความขัดแย้ง ฉะนั้นอย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
"แนวทางของการแก้ความขัดแย้ง อยู่ที่กติกา หากกติกาเป็นธรรม ผู้ปฏิบัติเป็นธรรม เพราะปัญหาเกิดจากความรู้สึกไม่เป็นธรรม เหมือนมีธง เลือกปฏิบัติ กฎหมายมีความคลุมเครือ จะต้องมาตีความ เช่น อนุสัญญาต่างๆ เชื่อว่ารัฐมนตรีทุกท่านที่ผ่านมาหนักใจและอึดอัดมาก" นายสมศักดิ์ระบุ
เมื่อถามว่าพรรคชาติไทยจะเสนอแนวทางในการวางกรอบการเลือกตั้งหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า พรรคไม่เสนอประเด็นเหล่านี้ เพราะพรรคชาติไทยเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับกติกาที่จะสร้างขึ้น จึงไม่เหมาะที่จะร่วมเสนอแนวทางดังกล่าว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสปช. และกมธ.ยกร่างฯ จะสร้างกติกา เราพร้อมลงเล่น การเสนอเพื่อเพื่อนพ้องพรรคชาติไทยไม่ทำเด็กขาด อย่างไรก็ตามการที่พรรคชาติไทยไม่ส่งสมาชิกเข้าร่วมสปช. ตั้งแต่แรก เพราะพรรครู้ดีว่าประชาชนมองนักการเมืองอย่างไร พรรคจึงไม่ประสงค์เป็นผู้ร่วมสร้างกติกา
นอกจากนั้นนายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า แนวทางที่พรรคชาติไทยเสนอ ไม่ใช่มติพรรค เพราะขณะนี้ไม่สามารถประชุมพรรคได้ แต่ข้อเสนอดังกล่าวเกิดจากการหารือกับผู้ใหญ่ของพรรค รวมถึงแนวทางที่นายบรรหาร ศิลปอาชา เคยหารือกับผู้ใหญ่ในบ้านเมือง โดยเบื้องต้นตนเสนอต่อศ. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างฯ และพล.ท.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกกมธ.ยกร่างฯ ว่าควรมีการทำประชาวิจารณ์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน ส่วนการทำประชามติเป็นปลายทาง ไม่เช่นนั้นจะเป็นเหมือนกรณีร่างรัฐธรรมนูญ ปี 50 ที่มีปัญหาในการแก้ไขภายหลัง ยกตัวอย่างเช่น อดีตประธานรัฐสภาและอดีตประธานวุฒิสภา รวมถึงส.ส. และส.ว. ซึ่งจะต้องรับผิดชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว
ภาพ จส.100







