posttoday
อาเบะโมนิกส์ไปไม่รอดภาษีโหด ผู้บริโภคฝ่อ

อาเบะโมนิกส์ไปไม่รอดภาษีโหด ผู้บริโภคฝ่อ

18 พฤศจิกายน 2557

การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบาย 3 ลูกศร หรือที่รู้จักกันในชื่อ “อาเบะโนมิกส์”

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบาย 3 ลูกศร หรือที่รู้จักกันในชื่อ “อาเบะโนมิกส์” ซึ่งเคยทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับขึ้นมาเฉิดฉายบนเวทีโลกอีกครั้งตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทว่าในปัจจุบันกลับดูเหมือนว่านโยบายนี้กำลังจะไปไม่รอดเสียแล้ว เมื่อล่าสุดเศรษฐกิจแดนปลาดิบเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกันเป็นที่เรียบร้อย

ตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตของผลผลิตมวลรวมภายใน (จีดีพี) ประจำไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าหดตัว 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ไตรมาสก่อนหน้าก็หดตัว  7.3% ซึ่งแม้สภาพเศรษฐกิจจะหดตัวในสัดส่วนที่ลดลง แต่ทว่าการหดตัวลดลงติดต่อกัน 2 ไตรมาส ก็ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่ตลาดทุนซึ่งเป็นดัชนีที่ตอบสนองได้ไวที่สุดดิ่งลงอย่างเห็นได้ชัด โดยดัชนีนิกเกอิ 225 ปรับตัวลดต่ำกว่า 1.7 หมื่นจุด ซึ่งถือเป็นจุดจิตวิทยาสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน 

สิ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นไปไม่รอดนั้นมาจากหลายปัจจัยโดยการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวนั้นถือว่ายังไม่เพียงพอ โดยในภาพรวมเศรษฐกิจญี่ปุ่นขึ้นไปถึงจุดสูงสุดและผ่านจุดอิ่มตัวมานานแล้ว  ขณะเดียวกันญี่ปุ่นยังเผชิญปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้เศรษฐกิจสูญเสียแรงขับเคลื่อนจากประชากรคนรุ่นใหม่ที่ลดลง ขณะที่รัฐบาลต้องแบกรับภาระในการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น

นอกจากนี้ อัตราการเติบโตของค่าแรงของชาวญี่ปุ่นยังเติบโตอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถเติบโตได้อีกต่อไป และอีกปัญหาที่สำคัญคือ แดนซามูไรได้ผ่านพ้นช่วงของการผลิตเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เคยเป็นหัวหอกในการบุกตลาดโลกของญี่ปุ่น 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เศรษฐกิจญี่ปุ่นได้ล่วงเลยช่วงแห่งความรุ่งโรจน์มาแล้ว จากที่เคยเติบโตอย่างรวดเร็ว ตอนนี้กลับอยู่ที่ระดับ “อิ่มตัว”

กรณีการอิ่มตัวของเศรษฐกิจแดนอาทิตย์อุทัย ส่งผลให้ญี่ปุ่นตกอยู่ในวังวนของภาวะเศรษฐกิจชะงักงันมาถึง 20 ปี โดยจีดีพีแทบไม่มีการขยายตัวเลย ขณะที่อัตราการเติบโตของค่าแรงชาวญี่ปุ่นก็ไม่โตขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ภาวะชะงักงันดังกล่าวเริ่มจางหายไป หลังจากการใช้นโยบาย 3 ลูกศร นำโดยนายกรัฐมนตรีอาเบะ โดยมีการงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้ 3 ด้าน คือ การผ่อนคลายทางการเงิน การเพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐ และการปฏิรูปผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถดำเนินกิจการได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกัน นายกรัฐมนตรีอาเบะยังพยายามลดภาษีประกอบการเพื่อเอาใจภาคเอกชน และพยายามส่งเสริมให้แม่บ้านญี่ปุ่นกลับมาทำงานในระบบแรงงานมากขึ้น อีกทั้งยังมีความพยายามในการนำกองทุนบำนาญ (จีพีไอเอฟ) ไปลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความคึกคักให้กับตลาดอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารกลางญี่ปุ่นก็กระโดดเข้ามาร่วมวงกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย ผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล และงัดมาตรการดอกเบี้ยต่ำออกมาใช้ โดยมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นให้เงินเฟ้อญี่ปุ่นเติบโตที่ 2% ต่อปี

ผลปรากฏว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นทะยานแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตลอดช่วง 20 ปี ขณะที่การเติบโตของตลาดหุ้นในปี 2013 ก็เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 40 ปี

ถึงกระนั้นก็ตาม การทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นซึ่งแบกหนี้จำนวนมหาศาลอยู่แล้ว ต้องแบกรับภาระหนี้เพิ่มขึ้นไปอีก โดยปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ
จีดีพีของญี่ปุ่นมีอยู่สูงถึง 227.3%

กลายเป็นว่าศรที่รัฐบาลแดนปลาดิบปล่อยออกไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กลับกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่กดดันให้รัฐบาลต้องออกมาตรการขึ้นภาษีการขาย หรือมูลค่าเพิ่มในที่สุด
(เซลส์แทกซ์)

ทั้งนี้ รัฐบาลกรุงโตเกียวได้ปรับอัตราภาษีจากเดิมที่ 5% เป็น 8% เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และวางแผนจะปรับเพิ่มอีกจาก 8% เป็น 10% ในเดือน ต.ค. 2015

การขึ้นภาษีเซลส์แทกซ์กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้บรรยากาศการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีรูปร่างเหมือนในปัจจุบัน โดยจีดีพีญี่ปุ่นในไตรมาสแรกของปี 2014 ซึ่งเป็นไตรมาสก่อนการปรับขึ้นภาษีนั้น ทะยานขึ้นอย่างรุนแรงถึง 6% ทว่าในไตรมาสถัดมาเศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับดิ่งลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่องจากลบ 7.6% ในไตรมาส 2 มา อันเป็นเหตุมาจากสัดส่วนการลงทุนและการใช้จ่ายที่ลดลงหลังจากการขึ้นภาษี จนกลายที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า “ญี่ปุ่นสะดุดขาตัวเอง”

สถานการณ์ดูเหมือนจะเลวร้ายลงไปอีก สำหรับการส่งออกที่ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจญี่ปุ่น เพราะล่าสุดการส่งออกของญี่ปุ่นเติบโตเพียง 1.3% เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะความพยายามในการกดค่าเงินเยนให้อ่อน โดยทางบีโอเจหวังจะให้เป็นปัจจัยในการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของสินค้าญี่ปุ่นในตลาดโลก แต่เรื่องกลับไม่เป็นเช่นนั้น เนื่่องจากสินค้าที่ผลิตในญี่ปุ่นมีต้นทุนสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งอื่นๆ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ในเอเชียที่มีค่าแรงถูกกว่ามาก และมี
กฎเกณฑ์การประกอบธุรกิจที่ผ่อนคลายมากกว่า

ในอีกมุมหนึ่ง ค่าเงินเยนที่อ่อนยวบยาบกลายเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจ ด้วยการดันให้สินค้านำเข้าราคาสูงขึ้น รวมถึงปัจจัยการผลิตที่สำคัญอย่างพลังงานที่ญี่ปุ่นจำเป็นต้องนำเข้า กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ราคาสินค้าส่งออกจากญี่ปุ่นราคาสูงจนสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

ความจำเป็นที่ต้องนำเข้าพลังงานยังเพิ่มสูงขึ้นหลังจากการเกิดเหตุโรงไฟฟ้าฟูกุชิมาระเบิด ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจปิดเตาปฏิกรณ์ทั่วประเทศเพื่อตรวจสอบ และส่งผลทำให้สัดส่วนการนำเข้าสูงกว่า
การส่งออกจนญี่ปุ่นต้องเผชิญภาวะขาดดุลการค้า
อย่างต่อเนื่อง  

ทั้งหมดทั้งปวง นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการเงินและการคลังกลายเป็นดาบสองคมที่มีทั้งผลดีและผลร้าย แต่ดูเหมือนผลร้ายจะกระทบเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้รุนแรงกว่า เนื่องจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นหนาเพียงพอนั่นเอง กลายเป็นว่าความพยายามของรัฐบาลและบีโอเจต้องกลายเป็นอากาศไปในที่สุดเมื่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะถดถอย

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ต่างชี้ตรงกันว่าแดนอาทิตย์อุทัยจะไม่กลายเป็นแดนอาทิตย์อัสดงอย่างแน่นอน และยังเชื่อด้วยว่า รัฐบาลอาเบะจะชะลอการขึ้นภาษีครั้งต่อไปไว้ก่อน และหันมาระดมมาตรการอัดฉีดเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกทั้งภาคการเงินและการลงทุน ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลอาเบะจะลืมไม่ได้เป็นอันขาด คือ การปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้มีพื้นฐานแน่นหนาเพียงพอรองรับการ
กระตุ้นครั้งใหม่ได้

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว