
"เรืองไกร"ร้อง ประยุทธ์ตรวจสอบป.ป.ช.คดีปรส.
เรืองไกรยื่นหนังสือถึง "ประยุทธ์" ขอให้ตรวจสอบ ป.ป.ช. ปกปิดข้อมูลคดี ปรส.หรือไม่
เรืองไกรยื่นหนังสือถึง "ประยุทธ์" ขอให้ตรวจสอบ ป.ป.ช. ปกปิดข้อมูลคดี ปรส.หรือไม่
เมื่อวันที่ 17 พ.ย. เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ชั่วคราวก.พ.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กรณีขอให้ตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าปกปิดข้อมูลคดีองค์การ เพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน(ปรส.) มีพฤติการณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
ตามประกาศคสช. ฉบับที่ 63/2557 เรื่องนโยบายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมของรัฐว่า “ประชาชนต้องได้รับความเป็นธรรมภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างทั่วถึงโดยเสมอภาคและเท่าเทียมกันในกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจะเป็นศาล คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ องค์กรอิสระอื่นๆ อัยการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ รวมทั้งหน่วยงานอื่นของรัฐที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ขอให้ยึดมั่นในการปฏิบัติงานด้วยความเที่ยงธรรม และมีบรรทัดฐานที่ชัดเจนในการดำเนินคดีตามประเภทคดีที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ซึ่งสาธารณชนสามารถตรวจสอบได้ ตลอดจนหลีกเลี่ยงการดำเนินการใดๆ ที่อาจมีผลทำให้เกิดความเข้าใจผิดแก่สาธารณะชนในการบังคับใช้กฎหมาย อันจะนำไปสู่ความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคม ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมและไม่มีการเลือกปฏิบัติ”
นายเรืองไกร กล่าวว่า คดี ปรส.ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายถึง 1.1 ล้านล้านบาท มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ซึ่งทางกระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งเรื่องมาให้ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวน แต่กลับถูกยกคำร้องหรือตัดทิ้ง โดยส่งเรื่องให้อัยการสั่งฟ้องนายมนตรี เจนวิทย์การ เลขาฯปรส. ในขณะนั้น เพียงคนเดียว จึงขอให้นายกฯใช้อำนาจตามประกาศคสช.ที่ 63/2557 ดำเนินการสอบถามการทำหน้าที่ของป.ป.ช. ว่าเป็นไปอย่างโปร่งใสหรือไม่ เนื่องจากในเรื่องดังกล่าวมีความเสียหายเป็นอย่างมากแต่ป.ป.ช.กลับไม่ส่งเรื่องให้มีการถอดถอนนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บริหารรัฐบาลในขณะนั้น รวมถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เหมือนกับที่ส่งเรื่องถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
นายเรืองไกรกล่าวว่า คดีดังกล่าวจะหมดอายุความ ในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมป.ป.ช.จึงไม่เปิดเผยข้อมูลโดยปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาจนถึงขณะนี้ จึงขอให้คสช.ใช้มาตรา 44 เพื่อระงับยับยั้งไม่ให้คดีหมดอายุความ เพื่อให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ให้เกิดความกระจ่างก่อน และตนจะเดินทางไปยื่นรมว.ยุติธรรม เพื่อให้ตรวจสอบเรื่องคดี ที่มีบุคคลอื่นๆเข้าไปเกี่ยวข้อง จากนั้นจะยื่นหนังสือถึงประธานป.ป.ช.เพื่อเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลสำนวนที่มีการไต่สวนทั้งหมด เพื่อตอบคำถามสังคมว่าเหตุใดจึงมีการสั่งฟ้องเพียงแต่นายมนตรี ในขณะที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้ประเทศเสียหายไม่ถูกดำเนินคดีด้วย
ทั้งนี้จึงขอให้นายกฯตรวจสอบและรีบดำเนินการว่าป.ป.ช. มีพฤติการณ์ส่งไปในทางที่ขัดต่อประกาศ คสช. ฉบับที่ 63/2557 ก็ขอให้ดำเนินการตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด รวมทั้งหากพิจารณาเห็นว่า ป.ป.ช. ที่ตั้งขึ้นมา 15 ปี ในวันที่ 18 พ.ย. แต่กลับมีผลงานที่ส่อไปในทางไม่เที่ยงธรรม ก็ควรพิจารณาว่าสมควรจะยุบองค์กร ป.ป.ช. เพื่อความโปร่งใสตรวจสอบได้ และสั่งควรสั่งการณ์ให้มีการเปิดเผยผลการไต่สวนข้อเท็จจริง และมติของคณะกรรมการป.ป.ช. ในคดีสำคัญ เพื่อให้สาธารณชนตรวจสอบได้







